Khaosod
Online

วันพุธ ที่ 28 ต.ค. 2563

หมอมนูญ เตือนหลัง WHO ยอมรับ โควิด ติดต่อกันทางอากาศ ไทยโดนมาแล้ว!

9 ก.ค. 2563 - 09:56 น.

นายแพทย์มนูญ เตือนหลัง WHO กลับลำยอมรับโรคไวรัสโควิด-19 ติดต่อกันทางอากาศ หลังนักวิทยาศาสตร์ 239 คนจาก 32 ประเทศ มีหลักฐานชัด

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เผยแพร่บทความเตือนเรื่อง โควิด-19 ผ่านเพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ซึ่งนำบทความขององค์การอนามัยโลก(WHO) ที่เตือนเรื่องการติดต่อโรคทางอากาศมาอธิบาย พร้อมระบุว่า โควิดมีความสามารถติดต่อทางอากาศ (Airborne) และไม่จำเป็นต้องเกิดในโรงพยาบาลเท่านั้น ซึ่งไทยเคยพบเคสลักษณะดังกล่าวจาก กลุ่มผู้ป่วยที่สนามมวยมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีคำยืนยันจาก WHO

โดยโพสต์ระบุว่า "องค์การอนามัยโลกกลับลำอีกแล้ว ยอมรับโรคไวรัสโควิด-19 ติดต่อกันทางอากาศ ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก คนเริ่มขาดความมั่นใจในคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ล่าช้า และกลับไปกลับมา จากเดิมที่เคยบอกว่าไม่มีหลักฐานยืนยันมากพอว่า หน้ากากอนามัยช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาเป็นทุกคนควรใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเวลาออกไปในที่สาธารณะ จากเดิมคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถ้าไม่มีอาการ โอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นน้อยมาก เปลี่ยนมาเป็นคนไม่มีอาการก็แพร่เชื้อได้

เนื่องจากองค์การอนามัยโลก ยังยืนยันต่อเนื่องว่าโรคไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายได้แค่ 2 วิธี คือโดยหายใจรับเชื้อในละอองขนาดใหญ่ (droplet) ที่คนป่วยขับออกมาเวลาพูด ไอ จามในระยะใกล้ชิด 1 เมตรเข้าร่างกายโดยตรง และผ่านละอองใหญ่ที่มีเชื้อไวรัสตกลงบนพื้นผิวเวลาผู้ป่วยพูด ไอ จาม คนอื่นไปสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วเอามือไปจับตา จับจมูก

องค์การอนามัยโลกให้ความสําคัญกับการติดเชื้อทางมือจากพื้นผิวมากกว่าการหายใจเอาละอองน้ำลายเข้าโดยตรง เน้นให้ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยๆ และล้างมือบ่อยๆ ขฌะที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติของสหรัฐฯ (CDC) ได้ลดความสำคัญของการติดต่อทางสัมผัส ว่าสำคัญน้อยกว่าการติดต่อทางการขับละอองเสมหะออกมาโดยตรงเวลาพูด ตะโกน ร้องเพลง ไอ จาม

สำหรับละอองฝอยขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน (droplet nuclei หรือ aerosol) แพร่ทางอากาศ (airborne) ลอยไปได้ไกลกว่า 8 เมตร ตามทิศทางของลม องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าเกิดน้อยมาก เกิดในกรณีพิเศษในโรงพยาบาลเท่านั้น เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ทำหัตถการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ เช่นเวลาดูดเสมหะ หรือใส่ท่อหายใจ

ล่าสุดหลังจากที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 239 คนจาก 32 ประเทศได้รวมกลุ่มกัน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้ WHO ยอมรับว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถติดต่อทางอากาศ (Airborne) และไม่จำเป็นต้องเกิดในโรงพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากมีข้อมูลเพียงพอที่ยืนยันเชื้อติดต่อทางอากาศละอองฝอยขนาดเล็กสามารถแขวนลอยในอากาศ มีชีวิตได้หลายชั่วโมง และพร้อมที่จะเข้าปอดเมื่อสูดหายใจเข้าไป

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ขอให้องค์การอนามัยโลกปรับคำแนะนำนอกจากการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง ควรให้ความสำคัญของการหมุนเวียนของอากาศ การถ่ายเทระบายอากาศ ใช้ตัวกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง และใช้โคมไฟรังสีอัลตราไวโอเลต (UVC) ฆ่าเชื้อโรคลอยในอากาศ ในสถานที่อากาศปิด ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ มาตรการเหล่านี้ควรถูกนำมาใช้เพิ่มเติมจากมาตรการป้องกันอื่นๆก่อนหน้านี้เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19

ในที่สุดองค์การอนามัยโลกกลับลำอีกครั้ง ยอมรับว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายทางอากาศได้

ผมเคยออกความเห็นเมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในสนามมวยลุมพินีซึ่งเป็นสถานที่ปิด ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จากเซียนมวยหนึ่งคนที่ติดเชื้อจากคนในครอบครัวกลับจากประเทศอิตาลี เซียนมวยคนนี้เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ สามารถแพร่กระจายเชื้อให้คนในสนามมวยวันนั้นกว่า 50 คน

การแพร่เชื้อเช่นนี้เป็นไปได้วิธีเดียว คือ ติดต่อทางอากาศ ละอองฝอยขนาดเล็กล่องลอยออกมาในอากาศเวลาเซียนมวยตะโกนเชียร์ ลอยไปได้ไกลมากกว่า 10 เมตรแล้วแต่ทิศทางของลมจากเครื่องปรับอากาศพาไป ใครโชคร้ายอยู่ในทิศทางของลม หายใจเอาละอองฝอยขนาดเล็กเข้าไป ทำให้ปอดติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ทางอากาศจริงๆแล้ว สำคัญยิ่งกว่าการแพร่กระจายเชื้อทางพื้นผิวผ่านมือ ตอนนั้นคนไทยด้วยกันยังไม่ยอมรับ เพราะเชื่อองค์การอนามัยโลก

ต่อไปนี้คนไทยควรฟังหูไว้หูทุกเรื่องที่องค์การอนามัยโลกออกคำแนะนำ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องไวรัสโควิด-19 อย่างเดียว"

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ หมอมนูญ เตือนหลัง WHO ยอมรับ โควิด ติดต่อกันทางอากาศ ไทยโดนมาแล้ว!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง