เผยต้นตอโควิดลามเรือนจำเชียงใหม่ ทำติดเชื้อ 3,929 ราย เกิดจากญาติที่ไปเยี่ยมผู้ต้องขังนำเชื้อเข้าไป ผบ.คุกลั่นคุมสถานการณ์ได้

วันที่ 17 พ.ค.64 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)เชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมพล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี รองแม่ทัพภาคที่ 3 นพ.จตุชัย มณีรัตน์ สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.วุฒิไชย อิศระ รองเจ้ากรมการแพทย์ทหารบก นายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่ และนายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม นายอำเภอแม่แตง

แถลงความร่วมมือบริหารจัดการโรงพยาบาลสนามเรือนจำกลางเชียงใหม่ พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงและรายละเอียด ประเด็นผู้ต้องขังในเรือนจำกลางเชียงใหม่ติดโควิด 3,929 คน จากผู้ต้องขังทั้งหมด 6,469 คน ทั้งที่ใช้มาตรการ Bubble & Seal

ซึ่งจำนวนดังกล่าวแทบจะเท่ากับยอดผู้ติดเชื้อสะสมของทั้งจังหวัดในการระบาดระลอกเดือนเม.ย. ที่จากข้อมูลรายงานสรุปของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ณ วันที่ 16 พ.ค.64 พบมีจำนวนทั้งสิ้น 4,000 คน

นายเจริญฤทธิ์ กล่าวว่า จากการตรวจพบผู้ติดเชื้อและระบาดในเรือนจำกลางเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปิด จึงนำมาตรการควบคุมโรคแบบปิด หรือ Bubble & Seal เป็นระยะเวลา 28 วัน พร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเรือนจำกลางเชียงใหม่ โดยความร่วมมือของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กองทัพภาคที่ 3 และกรมการแพทย์ทหารบก กองทัพบก

รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อด้วยมาตรฐานเดียวกับประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกันทำการคัดกรองตรวจหาผู้ติดเชื้อในผู้ต้องขังทุกคน เพื่อเข้ารับการรักษาเร่งด่วนที่สุด และตรวจหาภูมิคุ้มกันผู้ต้องขังทุกคนทุก 14 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะเหลือผู้ต้องขังที่ไม่มีภูมิคุ้มกันไม่เกิน 10 % และเรือนจำปลอดเชื้อ

จากการดำเนินการที่ผ่านมาได้ผลน่าพอใจ และตามแผนจะสามารถส่งมอบคืนพื้นที่ให้เรือนจำกลางเชียงใหม่ได้ในวันที่ 28 พ.ค.64 ส่วนตัวเลขผู้ต้องขังติดเชื้อกว่า 3,000 คนนั้น ยืนยันทุกคนอยู่ภายใต้การดูแลรักษาอย่างดี ขณะที่ผู้พ้นโทษยังต้องได้รับการกักตัวอีก 14 วันใน local quarantine หรือสถานที่ที่จัดไว้ให้ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ต้องขังสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่ส่งผลกระทบกับชุมชน

นพ.จตุชัย มณีรัตน์ สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การดำเนินการตามมาตรการ Bubble & Seal ในเรือนจำกลางเชียงใหม่ เป็นการควบคุมโรคในพื้นที่ปิด เพื่อจำกัดไม่ให้มีการระบาดระหว่างแดน เป็นเวลา 28 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. โดยเร่งตรวจคัดกรองเชิงรุกหาผู้ติดเชื้อในผู้ต้องขังทุกคน และเร่งให้การรักษา พร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามที่มีศักยภาพสูงในการรักษาคนไข้ ซึ่งตลอดช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถดูแลรักษาผู้ติดเชื้อได้เป็นอย่างดี มีเพียง 6 รายเท่านั้น ที่อาการหนักจำเป็นต้องส่งตัวรักษาในโรงพยาบาลหลัก

ขณะที่การตรวจหาภูมิคุ้มกันจะทำหลังกักตัวครบ 14 วัน 2 รอบ ซึ่งตามทฤษฎีจะเหลือผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเพียง 10% โดยเวลานี้เหลืออีกประมาณ 1 สัปดาห์จะครบและทำการตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันผู้ต้องขังทุกคน ซึ่งจะใช้เวลาอีก 5 วัน จากนั้นจะสามารถส่งมอบคืนพื้นที่ให้ได้ในวันที่ 28 พ.ค.ตามแผน

ทั้งนี้ ย้ำว่าจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำกลาง ไม่มีผลต่อการพิจารณาปรับระดับพื้นที่ควบคุมของจังหวัดเชียงใหม่ เพราะเป็นการระบาดในพื้นที่ปิด และไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง

พล.ต.วุฒิไชย อิศระ รองเจ้ากรมการแพทย์ทหารบก กล่าวว่า การควบคุมโรคในพื้นที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ครั้งนี้ ภารกิจของทหารที่ได้รับการมอบหมายคือ สนับสนุนการทำงานในพื้นที่ที่มีขีดจำกัด ดูแลรักษาด้วยมาตรฐานเดียวกับประชาชน ซึ่งภายใต้ข้อจำกัดทั้งหมดถือว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันดำเนินการสามารถทำงานได้อย่างดียิ่ง

โดยผู้ต้องขังทุกคนต้องได้รับการตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันอย่างน้อย 2 ครั้ง หลังกักตัวครบทุก 14 วัน ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่ามีผู้ต้องขังที่ติดเชื้ออยู่ประมาณ 60% แต่อีกไม่กี่วัน 44% จะพ้นระยะแล้ว ส่วนการตรวจภูมิคุ้มกันในผู้ต้องขัง ล่าสุดพบผู้ต้องขังมีภูมิคุ้มกันแล้ว 24.27 %

ทั้งนี้ มั่นใจว่าเมื่อครบ 28 วัน การดำเนินงานจะประสบผลตามเป้าหมายในการควบคุมโรค ทำให้เรือนจำกลางเชียงใหม่ปลอดเชื้อโควิด ปลอดภัยสำหรับผู้ต้องขังทุกคน และไม่มีเชื้อเล็ดลอดแพร่สู่ภายนอก พร้อมส่งมอบคืนพื้นที่ให้กับทางเรือนจำกลางเชียงใหม่ได้

ส่วนประเด็นตัวเลขผู้ต้องขังติดเชื้อโควิด-19 นั้น ยอมรับว่าจำนวนมากกว่า 3,000 ราย อย่างไรก็ตามมองว่า ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขที่มีความเคลื่อนไหว แต่ประเด็นสำคัญยืนยันว่าทุกคนได้รับการดูแลอย่างดี และไม่มีเชื้อเล็ดลอดออกมา

นายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่ ยืนยันขณะนี้ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในเรือนจำกลางเชียงใหม่ได้แล้ว เรือนจำกลางเชียงใหม่เป็นเรือนจำความมั่นคงสูงสุด มี 10 แดน เริ่มเกิดเหตุจากแดน 4 ที่เป็นแดนแรกรับ มีการตรวจหาเชื้อและกักตัว โดยแยกขังผู้ต้องขังใหม่อย่างน้อย 14 วัน ในห้องที่มี 7 ห้อง ซึ่งระหว่างที่แยกขังนั้น ยังมีการไปทำกิจกรรมในแดนอื่นทำให้เกิดการระบาด

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ต้องขอโทษทุกฝ่ายและถือว่าเป็นประสบการณ์สำคัญว่าจากนี้การกักตัวเพียง 14 วัน อาจจะไม่เพียงพอและอาจต้องตรวจหาเชื้อทุกวัน พร้อมกันนี้ยืนยันผู้ต้องขังที่ติดเชื้อทุกคนได้รับการดูแลอย่างดีด้วยมาตรฐานสาธารณสุข เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

พล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี รองแม่ทัพภาคที่ 3 เผยว่า การระบาดที่เกิดขึ้นในเรือนจำกลางเชียงใหม่ เกิดจากญาติที่ไปเยี่ยมผู้ต้องขังนำเชื้อเข้าไป กระทั่งเกิดการแพร่ระบาด แต่ยืนยันสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน