คณบดีศิริราช ชี้ติดโควิด 2 สายพันธุ์เกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่จำนวนน้อย ยังบอกผลกระทบไม่ได้ต่อตัวบุคคลหรือการระบาดไม่ได้ ต้องติดตามข้อมูลต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมจนเกิดสายพันธุ์ใหม่ ชี้หากแพร่ได้ช้าจะสลายไปเอง

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงกรณีการตรวจแคมป์คนงานใน กทม.พบการติดเชื้อ 2 สายพันธุ์ “เดลตาและอัลฟา” ในคนคนเดียว จำนวน 7 คน ว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย ประเทศอื่นก็มีพบ แต่ก็เพียงแค่ 2-3 หลักเท่านั้น โดยรวมยังไม่ได้พบเจอมากพอที่จะบอกรายละเอียดได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อ 2 สายพันธุ์คืออะไร และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะผลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่

ยังไม่มีใครทราบข้อมูลว่า 1 คนติด 2 สายพันธุ์จะกระทบต่อตัวบุคคลและการระบาดของโรคแค่ไหนอย่างไร แต่จากการอ่านรายงาน ยังไม่เคยพบว่าการติด 2 สายพันธุ์มีการเสียชีวิตมากกว่าการติดสายพันธุ์เดียว ซึ่งอาจเพราะยังมีรายงานไม่มาก ดังนั้น อย่าเพิ่งไปเอามาเป็นอีกโจทย์ มิเช่นนั้นเรื่องโควิด 19 จะมีโจทย์เยอะมาก แต่นักวิชาการติดตาม เมื่อไรที่มีโจทย์มีคำตอบชัดเจนก็จะรายงานให้ทราบ

“อย่างของไทยที่พบเป็นสายพันธุ์อัลฟาและเดลตาในคนเดียว ซึ่ง 2 สายพันธุ์นี้มีลักษณะคล้ายกัน คือ แพร่กระจายเร็ว แต่มีความรุนแรงไม่มาก จึงไม่รู้ว่าจะแตกต่างจากเดิมหรือไม่อย่างไร ซึ่งเท่าที่ดูก็ยังไม่มีอาการอะไรแตกต่างจากคนอื่น ส่วนกรณี 2 สายพันธุ์ที่มีความแตกต่าง เช่น ติดร่วมกับเบตาก็อาจน่ากังวลมากขึ้น เพราะมีจุดเด่นของสายพันธุ์แตกต่างกัน จึงต้องเฝ้าระวังจับตาต่อไป รวมถึงหาก 2 สายพันธุ์เกิดมีการแลกเปลี่ยนรหัสพันธุกรรม อาจเกิดผลเชิงบวกหรือเชิงลบอะไรก็ได้ ทำได้แต่ติดตามดู หรือหากเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ ถ้าแพร่ได้ช้ากว่าเดิมก็จะหายไปเอง” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า วันนี้ไวรัสโควิดมีการกลายพันธุ์มีเป็นพันๆ ถ้าทำให้ติดช้าลงมันจะสลายไปเอง ดังนั้นต้องติดตามดูกลุ่มที่ติดเชื้อ 2 สายพันธุ์ต่อไป ส่วนการแพร่เชื้อต่อจะแพร่ตัวไหนนั้น ไม่มีใครตอบได้ แต่หลักการอย่างที่บอกว่าสายไหนแพร่เร็วสายพันธุ์นั้นคงอยู่ หากแพร่ช้าก็หายไป ตอนนี้หาอู่ฮั่นยากมาก หรือในอังกฤษก็หาสายพันธุ์อัลฟาได้น้อย กลายเป็นเดลตาไปหมดแล้ว

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับสายพันธุ์เดลตาเริ่มมีข้อมูลว่าอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น ส่วนจะกระทบต่อมาตรการดูแลรักษาที่บ้าน (Home Isolation) หรือไม่ หลักการคือ เราไม่ได้ทำการรักษาดูแลที่บ้านในทุกคนหรือทุกบ้าน ต้องพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบ คือ 1. คนไข้ หากทำแล้วเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ มีโรคร่วมเยอะก็ไม่ควรทำ 2.สถานที่อยู่อาศัยไม่สามารถทำได้ เช่นมีคนสูงอายุอยู่ด้วย หรือมีห้องน้ำห้องเดียว แยกตัวเองได้ยาก และ 3.แพทย์พิจารณาว่ามีโรคอะไรอยู่ รายไหนควรทำหรือไม่ เมื่อทำต้องมีมาตรการอย่างไรไม่ให้แพร่เชื้อคนอื่น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน