นักวิชาการ ชี้ ล็อกดาวน์ อาจกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ช่วยต่อชีวิตระบบสาธารณสุขไทย ไม่ให้ล่มสลาย แนะเร่งทำ Home Isolation เร่งฉีดวัคซีน
2 ส.ค. 2564 – นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึง กรณีประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. มีมติขยายระยะเวลา การใช้มาตรการล็อกดาวน์ออกไป 14 วัน โดยปรับพื้นที่ ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัดเป็น 29 จังหวัด กำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 37 จังหวัด และพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 11 จังหวัดว่า จะกระทบต่อเศรษฐกิจเดือนละ 3-4 แสนล้านบาทต่อเดือน
เพราะทั้ง 29 จังหวัดเป็นพื้นที่จับจ่ายใช้สอย มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจคิดเป็น 78% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยทั้ง 29 จังหวัดที่มีการล็อกดาวน์นั้นมีการจับจ่ายประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ทั้งประเทศคนไทยมีการใช้จ่ายประมาณวันละ 2.2 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการล็อกดาวน์จะกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องทำ เพราะจะช่วยให้ระบบสาธารณสุขของไทยไม่ล่มสลาย คือชะลอการติดเชื้อ หรือลดการระบาดลงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอยากให้รัฐเร่งหามาตรการอื่นควบคู่ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาเลเซียที่กึ่งล็อกดาวน์แล้วคุมระบาดไม่ได้ โดยเฉพาะมาตรการการเร่งฉีดวัคซีน การทำระบบ Home Isolation และ Company Isolation แยกคนป่วยออกจากคนไม่ป่วย
ส่วนประเด็นศูนย์ฉีดวัคซีน 25 จุดที่ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวนั้น เนื่องจากไม่มีวัคซีนมาป้อนเป็นการหยุดชั่วคราวหากมีวัคซีนมาเพิ่มก็จะเปิดให้บริการได้อีกครั้งทันที
สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม จากเดิม 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครนายก นครราชสีมา นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สงขลา สิงห์บุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง