สธ.เผยสัญญาณเชิงบวก คนหายโควิดใกล้ยอดติด แม้เป็นนิวไฮ ชี้ต้องเร่งฉีดวัคซีนผู้สูงอายุให้ได้ 50% ในเดือนนี้ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2564 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกมีแนวโน้มขาขึ้น พบติดเชื้อรายใหม่ถึง 668,464 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 9,923 คน คิดเป็น 2.12% โดยสหรัฐอเมริกาพบค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการระบาดของสายพันธุ์เดลตา ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่วนประเทศอื่นๆ ก็เช่นกัน ต้องติดตามเพิ่มเติมว่าการฉีดวัคซีนมากกว่า 50% ในประชากรกลุ่มประเทศยุโรปช่วยลดตัวเลขติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงมากแค่ไหน ซึ่งแนวโน้มฝรั่งเศสเริ่มลดลง ทั้งนี้ ทั่วโลกฉีดวัคซีนไปแล้ว 4,320 ล้านโดส

นพ.จักรรัฐ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยสถานการณ์ค่อนข้างมีสัญญาณเชิงบวก พบผู้ป่วยที่รักษาหายและกลับบ้านแล้ว 21,108 ราย ใกล้เคียงผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ 21,839 ราย แสดงว่าระบบบริการพยายามเต็มที่ที่ทำให้ผู้ป่วยทุกรายที่อาการหนักได้รับการรักษาเร็วขึ้น หากหมุนเตียงเร็วขึ้นก็จะทำให้การรักษาครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยกลุ่มหายป่วยอยู่ใน รพ.สนาม และรพ.ประมาณ 18,834 ราย และหายป่วยที่อยู่ในเรือนจำ 455 ราย ส่วนหายป่วยที่อยู่ในระบบการรักษาที่บ้าน HI และในชุมชน CI มี 1,819 รายในวันนี้

นพ.จักรรัฐ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อมูลการตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท หรือ ATK ทราบผลใน 30 นาที พบว่า กทม.ช่วงนี้สถานการณ์ติดเชื้อคงตัวเฉลี่ย 10% หมายความว่าตรวจ 100 คนจะมีผลบวกหรือติดเชื้อประมาณ 10 คน หากสถานการณ์แบบนี้และเปอร์เซ็นต์ติดเชื้อลดลงก็จะเป็นสัญญาณที่ดีว่า การฉีดวัคซีนเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการติดเชื้อจากครอบครัวหนึ่งไปสู่ครอบครัวหนึ่ง หรือลดการติดเชื้อในบ้านได้มาก สำหรับการตรวจ ATK ที่ผลเป็นบวกทั่วประเทศพบ 6,026 ราย(ข้อมูล ณ วันที่ 6 ส.ค.64)

สำหรับตัวเลขการเสียชีวิตวันนี้ที่ค่อนข้างมากจำนวน 212 ราย มีข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน 192 ราย โดยพบว่ามี 172 รายไม่เคยได้รับวัคซีนเลย แสดงว่ากลุ่มใหญ่อย่างผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ได้รับวัคซีนคิดเป็น 89.58% ได้รับวัคซีน 1 เข็ม 19 ราย หรือ 9.90% แต่วัคซีน 1 เข็มต้องรอ 14 วันอย่างน้อยจึงจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นบ้าง ต้องรอให้ครบ 2 เข็มจึงจะเพิ่มขึ้น แต่มีผู้รับวัคซีน 2 เข็มมี 1 รายที่เสียชีวิต โดยสรุปหากกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว คือ 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และอีก 2 กลุ่มคือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและหญิงตั้งครรภ์ได้รับวัคซีนก่อนจะป้องกันการเสียชีวิตได้มาก

สำหรับตัวเลขคาดการณ์จากโมเดลการติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด หากเราเริ่มล็อกดาวน์เมื่อวันที่ 20 ก.ค.-31 ส.ค. ประมาณ 1 เดือนกว่า มีประสิทธิภาพ 20% ซึ่งขณะนี้สถานการณ์จริงเราเจอติดเชื้อประมาณ 2 หมื่นราย แสดงว่าสถานการณ์ล็อกดาวน์เรามีประสิทธิภาพตรง 20% แต่มีอีกตัวเลขคือหากล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 25% นาน 2 เดือน ประกอบกับเร่งฉีดวัคซีนผู้สูงอายุถึงเป้าหมายใน 1-2 เดือนก็จะช่วยให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือ 12,000 ราย ดังนั้น การเร่งฉีดวัคซีนตอนนี้ยังไม่ออกผล จนกว่าจะฉีดจนครบถ้วนได้มากกว่านี้ และต้องปรับให้ได้ประสิทธิภาพ 25% มากที่สุด เพื่อลดความรุนแรงของโรคให้ได้ที่สุด

นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ สธ.ร่วมกับหลายหน่วยงาน คือ การค้นหาผู้ติดเชื้อด้วย ATK และต้องมีทีม CCR ในการลงไปดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และการเดินทางไปรักษาที่บ้าน ที่ภูมิลำเนา ต้องมีศูนย์พักคอยคอยจัดการระบบเตียงปลายทางให้ชัดเจนขึ้น คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ลดผู้ติดเชื้อ หลักๆ 1.งดรับเชื้อนอกบ้าน ทำอย่างไรก็ได้ไม่ออกไปรับเชื้อและกลับมาในบ้าน การป้องกันตัวเองจึงจำเป็นที่สุด หากไม่จำเป็นอย่าออก หากออกต้องจำเป็นที่สุด เช่น ไปซื้ออาหาร หากต้องไปทำงานอยู่ต้องป้องกันตัวเองสูงสุด และขอไม่รับประทานอาหารร่วมกันคนอื่น

และ 2.งดการแพร่เชื้อในครอบครัว การกลับมาในบ้าน ต้องแยกทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว แยกที่นอน แยกส่วนที่มีโอกาสใกล้ชิด เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว หากสงสัยให้ตรวจด้วย ATK เพื่อเข้าระบบดูแลที่บ้าน หากมีอาการให้ประสาน CCRT ในการมาดูแลส่งยา หรืออาการหนักจะเข้าสู่ระบบการรักษาอื่นๆ ต่อไป

“ในส่วนการเปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิต มีการคาดการณ์เช่นกันว่าต้องเพิ่มประสิทธิภาพล็อกดาวน์และมาตรการต่างๆ ซึ่งมีการตั้งธงว่า ผู้สูงอายุ 29 จังหวัดจากการล็อกดาวน์รอบนี้ต้องได้รับการฉีดวัคซีนมากกว่า 70% ภายในสิ้นเดือนนี้ และจังหวัดอื่นๆ ต้องได้วัคซีนมากกว่า 50% ภายในสิ้นเดือนนี้เช่นกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญต้องลดผู้เสียชีวิตให้ได้ โดยสิ่งสำคัญหากเราออกนอกบ้าน ต้องงดแพร่เชื้อผู้สูงอายุในบ้าน และต้องเร่งรีบพาผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ที่บ้านไปฉีดวัคซีนก่อน เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด” นพ.จักรรัฐ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน