จุฬาฯ เผยผลทดสอบวัคซีน ChulaCOV-19 เฟส 1 ในอาสาสมัครอายุ 18-55 ปี จำนวน 36 คน ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง กระตุ้นภูมิสูงเทียบเท่าไฟเซอร์ ยับยั้ง 4 สายพันธุ์ได้ ตั้งเป้าใช้ในภาวะฉุกเฉินให้ได้สงกรานต์ เมษาฯ ปีหน้า

วันที่ 16 ส.ค. ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าว “แพทย์จุฬาแจ้งข่าวดี ทดสอบวัคซีน ChulaCOV-19 ในอาสาสมัคร เร่งวิจัยระยะต่อไป” ว่า วัคซีนจุฬาคอฟ 19 ดำเนินการทดสอบในคนระยะที่ 1 แบ่งเป็นอายุ 18-55 ปี จำนวน 36 คน อายุ 56-75 ปี 36 คน และอายุ 18-75 ปี 150 คน

กลุ่มแรกอายุ 18-55 ปี เริ่มทดสอบเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.64 แบ่งเป็น 3 ขนาด คือ 10 ไมโครกรัม, 25 ไมโครกรัม และ 50 ไมโครกรัม

ผลทดสอบ ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง ส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อย คือ เจ็บบริเวณที่ฉีดเหมือนวัคซีนทั่วไป อ่อนเพลีย มีไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ มักเกิดมากขึ้นในเข็มที่สอง โดยขนาดโดสต่ำแทบไม่มีอาการไข้ อาการดีขึ้นใน 1-3 วัน

ส่วนผลตรวจภูมิคุ้มกันในอาสาสมัครว่าสามารถยับยั้งการจับของโปรตีนที่ปุ่มหนามได้หรือไม่ ถ้าแย่งจับได้ไวรัสไม่น่าเข้าเซลล์ได้ พบว่า จุฬาคอฟยับยั้งได้ 94% ไฟเซอร์ 94% แอสตร้าเซนเนก้า 84% ซิโนแวค 75% ทั้งนี้ ถ้าเกิน 68% ขึ้นไปถือว่ามีประสิทธิภาพป้องกันได้

ข่าวดี เปิดผลทดสอบ วัคซีนจุฬาคอฟ กระตุ้นภูมิสูงเทียบเท่าไฟเซอร์

“วัคซีนจุฬาคอฟสามรถกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดีได้สูงเทียบกับวัคซีน mRNA เช่น ไฟเซอร์ กระตุ้นแอนติบอดีได้สูงมากในการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม รวมถึงการข้ามสายพันธุ์ทั้ง 4 สายพันธุ์ ได้แก่ อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดที-เซลล์ ซึ่งจะช่วยขจัดและควบคุมเชื้อที่อยู่ในเซลล์ที่ติดเชื้อแล้วได้ อย่างไรก็ตามการทดสอบนี้ยังเป็นผลเบื้องต้น ทดสอบในจำนวนคนไม่มาก และยังไม่ได้ตีพิมพ์” ศ.นพ.เกียรติกล่าว และว่า

สำหรับวัคซีนจุฬาคอฟต้องเก็บในอุณหภูมิ -20 ถึง -70 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเก็บในอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 3 เดือน อุณหภูมิห้องอยู่ได้ 14 วัน การขนส่งเอาไปฉีดจริงก็มีความสบายใจขึ้นเยอะในการเอาไปใช้

ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า เราจะมีคณะกรรมการที่เป็นกลาง ภายในปลายสัปดาห์นี้จะหารือเพื่อแนะนำเชิงวิชาการอย่างเป็นกลาง ว่าจะเลือกโดสไหนที่ไปต่อและข้ามสายพันธุ์ได้ สำหรับเฟส 2 เอ รับสมัครอาสาสมัครแล้ว ถ้าเป็นไปตามแผนคาดว่าจะเริ่มฉีดทดลองได้วันที่ 25 ส.ค.นี้ โดยตั้งเป้าวัคซีนที่ผลิตในประเทศเองอยากให้ขึ้นทะเบียนรับรองการใช้ในภาวะฉุกเฉินให้ได้ใน เม.ย. 2565 หรือ สงกรานต์ปีหน้า

โดยต้องมีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ 1.การระดมทุนมีเป้าหมายร่วมกันทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน มีงบเพียงพอ 2.กติกาขึ้นทะเบียนของ อย.ซึ่งจะมีความชัดเจนใน ก.ย.นี้ ว่าจะการขึ้นทะเบียนสามารถใช้เพียงการวิจัยในระยะ 2บี หรือต้องทำระยะที่ 3 3.โรงงานในไทยผลิตวัคซีนคุณภาพและจำนวนมากได้ในสิ้นปีนี้ 4.นโยบายการจองและจัดซื้อวัคซีนล่วงหน้าต้องมีความชัดเจน เช่น อาจจัดซื้อล่วงหน้าแม้การผลิตวัคซีนยังไม่สำเร็จ เพื่อให้มีเงินไปดำเนินการ เหมือนกับที่มีการจองล่วงหน้าในวัคซีนตัวอื่น

“การศึกษาในระยะ 2บี จะไปเทียบกับวัคซีนที่ขึ้นทะเบียนใช้แล้วว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียง เทียบเท่า หรือดีกว่า ซึ่งสามารถดำเนินการได้ง่าย ศึกษาประมาณ 5 พันคน ใช้งบประมาณ 500-600 ล้านบาท ซึ่งหาก อย.มีกติกาออกมาชัดเจนว่าจะใช้ผลระยะ 2 บี หรือระยะ 3 ก็จะได้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องโรงงานของไบโอเนทเอเชียได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ทั้งการเคลือบไขมัน การผลิต mRNA ซึ่งตอนนี้ทำในแล็บสเกลเล็กๆ ออกมาได้ดี กำลังขยายสเกลใหญ่ขึ้น และคุณภาพเท่ากับที่ผลิตจากโรงงานในแคลิฟอร์เนีย เพื่อมาใช้ทดสอบในระยะ 2 บีได้ เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพและการกระตุ้นภูมิ ส่วนการวิจัยสามารถดำเนินการในประเทศไทด้ เนื่องจากมีการระบาด นอกจากนี้ ยังดำเนินการในศึกษาเข็มกระตุ้น เพราะช่วง เม.ย.ปีหน้า คนไทย 70-80% คงฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มไปแล้ว รวมถึงเตรียมเรื่องวัคซีนรุ่นสอง แม้รุ่นหนึ่งจะข้ามสายพันธุ์ได้ดีมากก็ตาม” ศ.นพ.เกียรติกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน