สธ.แจงปมตรวจน้อยลง ยันไฟเซอร์ไม่หาย อีก 6 แสนกันไว้ฉีดเข็มสอง

9 ก.ย. 2564 - 15:08 น.

สธ.แจงปมตรวจน้อยลง เหตุการระบาดมีแนวโน้มลดลง แต่ละจุดไม่มีผู้สัมผัสในวงเยอะมากเหมือนขาขึ้น ยันไฟเซอร์ไม่หาย อีก 6 แสนกันไว้ฉีดเข็มสอง

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.64 นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์โควิด 19 ว่า ขณะนี้ทั่วโลกติดเชื้อสะสม 223.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 5.59 แสนราย เสียชีวิตสะสม 4.6 ล้านราย เพิ่มขึ้น 9,205 ราย สหรัฐอเมริกาติดเชื้อใหม่ 135,716 ราย เสียชีวิต 1,498 ราย เพิ่มจากเมื่อวานที่เสียชีวิต 300 กว่าราย

ทั้งนี้ การแกว่งของตัวเลขมีปัจจัยเชิงระบบการรายงานมาเกี่ยวข้อง หากสังเกตย้อนหลังทุกวันศุกร์สหรัฐอเมริกาจะรายงานยอดเสียชีวิตสูงที่สุด เพราะมีการรายงานทบเข้ามาจากการการรักษาในภาคเอกชนจำนวนมาก และวันอาทิตย์รายงานต่ำที่สุด เวลาดูข้อมูลจึงต้องดูค่าเฉลี่ย 7 วัน

สำหรับประเทศไทยหลังจากผ่านจุดสูงสุดของการระบาดมาแล้ว วันนี้จำนวนติดเชื้อใหม่ 16,031 ราย ซึ่งเพิ่มสูงขึ้น เป็นสัญญาณน่ากังวลหรือไม่นั้น ถือว่าตัวเลขมีการแกว่งตัวขึ้นในวันเดียว จึงต้องจับตามองไปก่อนว่าจะเป็นอย่างไร เพราะต้องดูแนวโน้มเป็นค่าเฉลี่ย และดูว่ามีเป็นคลัสเตอร์จุดใดหรือไม่ อย่าเพิ่งกังวลใจ และมาดูประกอบกับตัวเลขหลายตัว เพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เป็นต้นมา มีการดูตัวเลขตลอดว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่จะพิจารณาจากนี้ไปจะมีการเปิดกิจกรรมกิจการเพิ่มเติมหรือดำเนินการอย่างไร หากยังไม่น่าวางใจก็มีส่วนตรึงมาตรการต่อ แต่ถ้าตัวเลขสิ่งชี้วัดทุกอย่างไปในทางคลี่คลาย น่าจะเปิดกิจกรรมกิจการมากขึ้น

“ภาพแนวโน้มที่แกว่งตัวขึ้นเล็กน้อย หวังว่าพรุ่งนี้ถ้าตัวเลขลงมาอีก ก็อาจจะยังเห็นตัวเลขลดลงได้ต่อเนื่อง ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มสูงนั้น พบว่า กทม.และปริมณฑลไม่ค่อยเพิ่มสูงเท่าไร มาจากจังหวัดอื่นๆ มากกว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้ดูแลป้องกันตัวเองสูงสุดทุกที่ทุกเวลา” นพ.เฉวตสรรกล่าว


นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ส่วนที่หลายคนกังวลว่าเราตรวจน้อยลงหรือไม่ ช่วงที่มีการะบาดจำนวนมากก็มีการตรวจหาเชิงรุกที่เกี่ยวเนื่องไปในผู้สัมผัส แต่ช่วงการระบาดมีแนวโน้มลดลง แต่ละจุดอาจจะไม่ได้มีผู้สัมผัสในวงเยอะมากเหมือนขาขึ้น ทำให้การตรวจน้อยลงตามไปด้วย พื้นที่ใดติดเชื้ออัตราลดต่ำลงมาก จำนวนการติดรายใหม่ลดต่ำลงมาก ภาระงานก็เบามือลงไป แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราจัดระบบเฝ้าระวังพิเศษ สุ่มตรวจในกลุ่มเสี่ยง เช่น กทม.เตรียมแผนสุ่มตรวจคนทำงานในตลาดต่างๆ โดยเฉพาะแรงงาน แรงงานต่างด้าว

สำหรับการติดเชื้อในเรือนจำวันนี้ที่พบเกินร้อยราย คือ จ.อุดรธานี 415 ราย และพระนครศรีอยุธยา 181 ราย แต่มีระบบ รพ.สนาม การกักตัว เฝ้าระวังภายในเรือนจำ ความเสี่ยงไม่ได้ออกมาปะปนประชาชนภายนอก ส่วนแนวโน้มอาการหนักปอดอักเสบช่วง 7 วันที่ผ่านมาแนวโน้มลดลงจาก 4,740 รายในวันที่ 2 ก.ย. ลดเหลือ 4,364 รายในวันที่ 8 ก.ย. การใส่ท่อหายใจก็ลดลงเช่นกันจาก 1,011 ราย เหลือ 940 ราย ส่วนภาพรวมจะเห็นแต่ละจังหวัดเป็นสีเหลืองและเขียว หวังว่าจะเป็นสีเขียวยาวนานและมีจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การกลับไปรักษาตัวภูมิลำเนาน้อยลง ทำให้มีเตียงว่างสำหรับรับอาการเสี่ยงสูงหนักมากขึ้น

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า การฉีดวีคซีนเมื่อวันที่ 8 ก.ย. ฉีดได้ 713,454 โดส เป็นเข็มสองมากกว่า 372,592 ราย เข็มแรก 338,105 ราย เข็ม 3 รวม 2,757 ราย ยอดฉีดสะสม 38,147,738 โดส เป็นเข็มแรก 26,292,211 ราย คิดเป็น 36.5% ซึ่งเราอยากให้ได้ 70% เข็มสอง 11,272,593 ราย คิดเป็น 15.6% สำหรับความครอบคลุมนั้น สามารถฉีดวัคซีนเข็มแรกทั่วประเทศครอบคลุม 36.5% เฉพาะพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) 29 จังหวัดครอบคลุม 50.4% โดย กทม.ครอบคลุมสุงสุด 94.2% หากดูเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กทม.ฉีดครอบคลุม 98.5% ปทุมธานี 70.4% ซึ่งต่างจังหวัดจะมีวัคซีนมากขึ้นและคงฉีดได้ทัดเทียมในเวลาไม่ช้า

ส่วนไฟเซอร์ที่หลายคนจับตาฉีดได้กว่าล้านโดสแล้ว โดยเป็นเข็มแรก 391,074 โดส เข็ม 2 ประมาณ 163,017 โดย และเข็มสาม 394,777 โดส ยืนยันว่าวัคซีนไม่มีสูญหายและไม่ให้สูญเสีย เมื่อส่งไปถึงพื้นที่อุณหภูมิตู้เย็นปกติ อายุจะสั้นลงมากเพียง 30 วันเท่านั้น การจัดส่งจึงต้องทยอยส่ง ฉีดแล้ว 9 แสนกว่าโดส เหลืออีก 6 แสนโดสอยู่ที่ไหน เรียนว่า ส่วนของการฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มบุคลากรทางการแทพย์น่าจะครบถ้วนแล้ว อาจจะมีเก็บตกเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้มที่กระจายไปฉีดเข็ม 1 และ 2 ในกลุ่มเสี่ยง 608 เมื่อฉีดเข็ม 1 แล้ว เว้น 3-4 สัปดาห์ต้องฉีดเข็ม 2 นั่นคือส่วนที่ต้องเก็บไว้ แต่ไม่ได้เก็บไว้ส่วนกลาง แต่ทยอยส่งไปพื้นที่ เพื่อถึงวันนัดเข็ม 2 ก็จะรับการฉีดตามกำหนด และส่วนหนึ่งที่วัคซีนให้ชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยถูกต้องในประเทศไทย ขอเข้ารับการฉีดผ่านเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ วึ่งกำหนดชัดเจนแต่ต้นอยู่แล้ว

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ส่วนการเสียชีวิตหลัก 200 รายมาตลอด ข้อเท็จจริงคือ จำนวนเสียชีวิตจะลดช้ากว่าการติดเชื้อรายใหม่ เพราะการระบาดเยอะๆ ช่วงเริ่มรู้และวินิจฉัยไปจนถึงเสียชีวิจอาจเฉลี่ย 1-2 สัปดาห์ แต่คนอาการหนักมีระยะเวลารักษานานขึ้น อย่างเสียชีวิตวันนี้พบรักษานานที่สุดก่อนเสียชีวิต 45 วัน ซึ่งเรื่องของความเสี่ยงยังเหมือนเดิม คือ ผู้สูงอายุควรฉีดวัคซีนให้เร็ว สูตรไขว้มีประสิทธิผลกระตุ้นเร็วสูง รับมือทำลายฤทธิ์เดลตาได้ด้วย อย่าลังเล ให้ติดตามดูข้อมูลในพื้นที่ว่าจะลงทะเบียนเข้าสู่การฉีดได้อย่างไร จำนวนวัคซีนจะกระจายลงพื้นที่ต่อเนื่อง นอกจากคนกลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง กลุ่มอื่นก็ต้องป้องกันอย่างเต็มที่ทุกที่ทุกเวลา ไม่ให้นำเชื้อเข้าครอบครัว ลดเสี่ยงติดเชื้อสูงอายุในบ้าน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ สธ.แจงปมตรวจน้อยลง ยันไฟเซอร์ไม่หาย อีก 6 แสนกันไว้ฉีดเข็มสอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง