ศบค.เผยใต้ยังหนัก ตายมากสุด เปิดคลัสเตอร์ใหม่หลายจังหวัด วอนกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีน สธ.ชงมาตรการสัปดาห์แห่งการฉีดวัคซีน 27 พ.ย.-5 ธ.ค.
เมื่อวันที่ 15 พ.ย.64 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงรายงานสถานการณ์ประจำวันว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,343 ราย แบ่งเป็น ผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศ 6,143 ราย ติดเชื้อจากการเดินทางจากต่างประเทศ 12 ราย คัดกรองในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 188 ราย
ผู้ป่วยติดเชื้อสะสม 1,995,890 ราย รวมผู้ป่วยติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 2,024,753 ราย ผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้าน 7,663 ราย หายป่วยสะสม 1,883,083 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,910,509 ราย ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 45 คน เสียชีวิตสะสม 19,987 คน เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 20,081 คน ผู้ป่วยรักษาอยู่ 94,163 ราย รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 44,917 ราย โรงพยาบาลสนามและอื่นๆ 49,246 ราย อาการหนัก 1,776 ราย ใช้เครื่องช่วยหัวใจ 417 ราย
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า สำหรับรายละเอียดผู้เสียชีวิต 45 คน แบ่งเป็นชาย 24 ราย หญิง 21 ราย เป็นคนไทย 43 ราย เมียนมา 2 ราย ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 31 ราย อายุน้อยกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 12 ราย รวม 2 กลุ่มนี้คิดเป็น 96% ซึ่งการเสียชีวิตพบว่าภาคใต้ เสียชีวิตเพิ่มมากที่สุด โดยจังหวัดที่มีกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวฉีดวัคซีนได้ต่ำที่สุดคือ แม่ฮ่องสอน นครนายก สุพรรณบุรี ราชบุรี อ่างทอง ขอนแก่น ลพบุรี กาญจนบุรี ปัตตานี และสระบุรี ดังนั้นขอให้เข้ามารับการฉีดวัคซีนเนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่จะเสียชีวิตได้
โฆษก ศบค. กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มผู้ติดเชื้อภาพรวมลดระดับลงมาอย่างน่าดีใจ โดยชายแดนภาคใต้ตัวเลขเริ่มลดลง กทม.และปริมณฑลเริ่มคงที่ โดย 10 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศรายใหม่สูงสุด 1.กรุงเทพมหานคร 790 ราย 2.สงขลา 462 ราย3.นครศรีธรรมราช 428 ราย 4.เชียงใหม่ 376 ราย 5.ปัตตานี 318 ราย 6.สุราษฎร์ธานี 231 ราย 7.ยะลา 207 ราย 8.นราธิวาส 193 ราย 9.ชลบุรี 185 ราย และ 10.สมุทรปราการ 168 ราย
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังพูดถึงเรื่องคลัสเตอร์ในหลายจังหวัด เนื่องจากยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์พบที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลและต่างจังหวัด ส่วนเรือนจำก็มีกระจายไปหลายพื้นที่โดยเฉพาะที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งต้องยอมรับว่าพื้นที่จำกัดหรือแออัด มีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้
รวมทั้งแรงงานประมง ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แคมป์คนงานก่อสร้างทั้งที่ เชียงใหม่ อุดรธานี และสระบุรี พิธีกรรมทางศาสนา งานกฐินที่จังหวัดยโสธร งานศพที่จังหวัดเชียงใหม่ พะเยา และศรีสะเกษ เป็นต้น ดังนั้น ทุกพื้นที่มีความเสี่ยง จึงจำเป็นต้องป้องกันตัวแบบครอบจักรวาล แต่ละที่ล้วนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ทั้งสิ้นจึงจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือและเว้นระยะห่าง
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการฉีดวัคซีน เมื่อวันที่ 14 พ.ย.64 มีการฉีดวัคซีน 545,174 โดส ทำให้ยอดรวมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. รวม 85,012,095 โดส จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 45,374,194 ราย คิดเป็น 63% และเข็มที่ 2 สะสม 36,855,732 ราย คิดเป็น 51.2% เข็มที่ 3 สะสม 2,782,979 ราย คิดเป็น 3.9%
ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่าสิ้นเดือนนี้ต้องฉีดเข็ม 1 ให้ได้ 70% ส่วนจะได้ตามเป้าหรือไม่นั้น ต้องขอความร่วมมือภาครัฐเอกชนและประชาชนด้วย ส่วนการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนนักศึกษานั้น ตั้งเป้าไว้ 4.5 ล้านคน ฉีดแล้ว 2.9 ล้านคน ซึ่งจะพยายามเร่งฉีดวัคซีนให้ได้มากขึ้น
ส่วน 10 อันดับที่ฉีดวัคซีนเข็ม 1 ต่ำสุด คือ นครพนม หนองบัวลำภู บึงกาฬ สกลนคร กาฬสินธุ์ แม่ฮ่องสอน สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และอ่างทอง ส่วนจังหวัดที่ยังมีการแพร่ระบาดก็ยังคงต้องฉีดวัคซีนเช่นเดียวกัน โดย บางพื้นที่ยังฉีดเข็มนึงได้ไม่ถึง 50% คือ ปัตตานี และราชบุรี ดังนั้น สิ่งที่เราคาดหวังว่าจะต้องป้องกันโรคเป็นกลุ่มหรือหมู่ จำเป็นต้องได้รับวัคซีนเข็ม 1 ให้มากที่สุด
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อด้วยว่า สำหรับข้อเสนอมาตรการเร่งรัดการฉีดวัคซีนจากที่ประชุม EOC กระทรวงสาธารณสุข คือ กระทรวงสาธารณสุข ต้องจัดกิจกรรมสัปดาห์แห่งการฉีดวัคซีนช่วงวันที่ 27 พ.ย. ถึง วันที่ 5 ธ.ค. จัดทีมฉีดวัคซีนเชิงรุกให้กับผู้สูงอายุผู้ป่วยติดเตียง และขยายให้กลุ่มแรงงานต่างด้าว กระทรวงมหาดไทย ค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ฉีดเชิงรุกและนำมาฉีดวัคซีน
ส่วนกระทรวงการอุดมศึกษาฯ มหาวิทยาลัย โรงเรียนแพทย์ ต้องสื่อสารทำความเข้าใจข้อมูลวัคซีนให้ประชาชนรับทราบ ภาคเอกชนจัดส่วนลดราคาค่าโดยสารรถสาธารณะ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ
ส่วนศบค.น่าจะออกประกาศหักไปสถานที่สาธารณะต้องแสดงผลการฉีดวัคซีนให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเชิงรุกให้มาฉีดวัคซีน และจูงใจประชาชนด้วยของรางวัล ทั้งหมดสรุปเป็นข้อเสนอยังไม่ได้ทำซึ่งคงจะต้องมีการพูดคุยและลงรายละเอียดต่อไป
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ส่วนการเปิดประเทศมีผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร รวมทุกท่าอากาศยาน ตั้งแต่วันที่ 1-14 พ.ย. มีจำนวน 50,074 ราย ติดเชื้อ 56 ราย คิดเป็น 0.11% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก และมีสถานบริการ และสถานประกอบการที่ได้รับมาตรการ SHA, SHA+ มากขึ้นด้วย