สธ.จับตาชลบุรี-อุบลฯ ติดโควิดสูงเกินวันละ 300 คน เผย 3 ม.ค.ประเมินสถานการณ์ ก่อนสรุปและเสนอมาตรการ ศบค. 7 ม.ค.นี้ ส่วนโอมิครอนพบแล้ว 1,551 ราย
เมื่อวันที่ 2 ม.ค.65 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า โควิดสายพันธุ์โอมิครอนยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โรคไม่รุนแรง แต่มีการติดเชื้อมากขึ้น โดยทุกโรคที่กังวลคือติดเชื้อแล้วจะเสียชีวิต แต่ถ้าติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ สร้างภูมิคุ้มกันได้ก็ไม่เป็นอะไร ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งวันที่ 3 ม.ค. ก่อนสรุปสถานการณ์และมาตรการเพื่อเสนอต่อ ศบค.วันที่ 7 ม.ค.
“ภาพรวมของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน น่าจะมีการระบาด แต่ขณะนี้ยังไม่ก่อโรครุนแรง ยังอยู่ภายใต้การควบคุม” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2564 – 1 ม.ค.2565 พบผู้ติดเชื้อโอมิครอนสะสม 1,551 ราย แบ่งเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 779 รายและติดในประเทศ 772 ราย โดยวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นวันเดียว 189 ราย มาจากต่างประเทศ 68 ราย และติดในประเทศ 121 ราย
ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโอมิครอนแล้ว 47 จังหวัด กทม.มากสุด 395 ราย กาฬสินธุ์ 195 ราย ชลบุรี 148 ราย ภูเก็ต 125 ราย และร้อยเอ็ด 119 ราย ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่า จะพบการติดเชื้อโอมิครอนเพิ่มขึ้นหลังปีใหม่
“ขณะนี้ประชาชนเริ่มกลับมาทำงานแล้ว กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือเวิร์กฟรอมโฮม (work form home) ให้มากที่สุด เพื่อประเมินสถานการณ์ประมาณ 2 สัปดาห์ ขอความร่วมมือประชาชนตรวจ ATK คัดกรองตนเอง โดยเฉพาะช่วงที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ แม้ผลตรวจเป็นลบก็ต้องตรวจซ้ำในช่วง 1-3 วัน และย้ำว่าอยู่ร่วมกันในครอบครัวก็ต้องสวมหน้ากาก” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงปีใหม่ประชาชนให้ความร่วมมือดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เท่าที่เห็นจังหวัดที่กำลังระบาดเยอะคือชลบุรี และอุบลราชธานี ส่วน กทม.ทรงๆ ตัว และค่อยๆ ลดลง
ทั้งนี้ เนื่องจากชลบุรีมีคนค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่เป็นคนงานในโรงงาน บางครั้งมีการจัดกิจกรรมเลี้ยงสังสรรค์ จึงกำชับให้ระมัดระวังเรื่องของการเดินทางกลับบ้าน และหลังปีใหม่หากเป็นไปได้โรงงานไม่ต้องปิดดำเนินการ แต่ขอให้ตรวจ ATK พนักงานก่อนเข้าทำงานหลังกลับจากเทศกาลปีใหม่ และสุ่มตรวจเป็นระยะ เพื่อจับสัญญาณการระบาดให้เร็วที่สุด
ส่วนอุบลราชธานี ตนลงพื้นที่มาติดตามคลัสเตอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ คือ กรณีร้านอาหารกึ่งผับที่มีคนเข้าไปเที่ยว ต่อเนื่องจากผับแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง ที่จับตาอยู่คือ 2 จังหวัดนี้ เพราะพบมีผู้ติดเชื้อรายวัน 300 คนขึ้นไปและขึ้นค่อนข้างเร็ว ต้องติดตามรายละเอียดกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานีอีกครั้ง ว่าจะต้องมีมาตรการอย่างไร ต้องปิดอะไรบ้าง ฉะนั้นช่วงนี้ที่คนกำลังเดินทาง ขอให้ตรวจ ATK เป็นระยะ อย่างน้อยกลับมาก็ตรวจ หากมีอาการก็ตรวจอีก หรือตรวจหลัง 7 วัน ย้ำเลยว่า ATK ช่วงนี้สำคัญมาก
เมื่อถามว่าผลตรวจ ATK พบติดเชื้อมากน้อยแค่ไหนถึงจะปรับมาตรการ นพ.โอภาส กล่าวว่า คงดูลักษณะการระบาดมากกว่าเพราะเท่าที่ดูเหมือนอาการไม่รุนแรง เช่น อุบลราชธานี 95% อาการน้อยมาก หากอาการน้อยจะใช้มาตรการ HI/CI เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลล้นเกินไป ขณะนี้มีการประเมินสถานการณ์อยู่ทุกวัน
ถามถึงการฉีดเข็ม 4 ในประชาชนทั่วไป นพ.โอภาส กล่าวว่า นอกจากบุคคลากรทางการแพทย์แล้ว ตอนนี้ก็ฉีดเข็ม 4 ตามแนวทางคือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่า และจะมีการเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันอีกครั้ง เพื่อดูว่าฉีดแล้วให้ผลเป็นอย่างไร และดูสถานการณ์โอมิครอนประกอบกัน เรื่องนี้จะประเมินหลังปีใหม่อีกครั้ง ว่าจะมีประกาศเพิ่มหรือไม่ก่อน โดยนำเข้าสู่อนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เข้าใจว่าคนที่ฉีดเข็ม 3 ครบ 3 เดือนแล้วน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 เดือนข้างหน้า ส่วนใหญ่อยู่พื้นที่ กทม. และตอนนี้ภูเก็ตเป็นอีกพื้นที่ที่รฉีดเข็ม 3 ได้ค่อนข้างเร็ว ก็จะใช้ตรงนี้เป็นโมเดลด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันทั่วโลกยังไม่มีใครฉีดเข็ม 4 ระยะห่างยังไม่สามารถบอกได้
เมื่อถามถึงกรณีภูมิสูงเกินไปมีอันตรายหรือไม่ เนื่องจากมีหลายคนรีบฉีดติดๆ กัน นพ.โอภาส กล่าวว่า นั่นเป็นทฤษฎี แต่ฉีดเร็วไป ฉีดติดๆ กัน ภูมิไม่ขึ้นหรือขึ้นไม่ดี ยิ่งฉีดห่างภูมิจะขึ้นดี ดังนั้น ไม่ต้องไปฉีดติดๆ กัน การที่เราจะเลือกว่าต้องฉีดช่วงไหนนั้น ต้องดู 2 อย่างประกอบกัน คือ ช่วงที่โรคกำลังระบาด หากโรคไม่ระบาดก็เว้นระยะห่างในการฉีดได้ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นภูมิได้ดีและอยู่ได้นาน แต่หากโรคกําลังระบาดก็จำเป็นต้องเร่งฉีด ส่วนกรณีที่บอกว่าฉีดวัคซีนเยอะแล้วจะเกิดอันตรายนั้น ที่ผ่านมายังไม่มี มีแต่พูดถึงทฤษฎี