สธ.หวั่นติดโควิดทะลุหมื่นเร็วๆนี้ ชี้ระดับ 4 แค่แจ้งเตือน รอศบค.เคาะพรุ่งนี้ ปรับระดับสีใหม่ ขอความร่วมมือ งดไปสถานที่เสี่ยง งดดื่มสุราในร้าน เลี่ยงรวมตัวจำนวนมาก
เมื่อวันที่ 6 ม.ค.65 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิดว่า ขณะนี้ทั่วโลกติดเชื้อใกล้ 300 ล้านคน กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล อังกฤษ ฝรั่งเศส และในหลายๆ ทวีป แต่อัตราการเสียชีวิตลดลงจากเดิม 2.2% เหลือ 1.8% เพราะเชื้ออ่อนแรงลง มีการฉีดวัคซีนทั่วโลกกว่าพันล้านโดส และการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะการระบาดทั่วโลกจะมีผลกระทบถึงประเทศไทยด้วย
วันนี้ประเทศไทยติดเชื้อรายใหม่ 5,775 ราย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 7 วันที่พบ 3,561 ราย ถือว่าเพิ่มค่อนข้างมาก โดยกทม.และปริมณฑล ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 310 ราย ชายแดนใต้ 49 ราย ทั่วประเทศ 1,462 ราย การระบาดกระจายทั่วประเทศมากน้อยต่างกัน วันนี้ชลบุรีติดเชื้อจำนวนมากอันดับ 1 ตามด้วยสมุทรปราการ และกทม. จังหวัดที่ติดเชื้อจำนวนมากเป็นจังหวัดท่องเที่ยว มีการเดินทางหนาแน่น หรือเกิดคลัสเตอร์ที่เคยรายงาน เช่น ร้านอาหารกึ่งผับบาร์ ที่มีการดื่มสุรา ทำผิดมาตรการ เช่น อุบลราชธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งความดำเนินคดีคนทำผิดแล้ว
ส่วนผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศพบ 215 ราย มาจาก Test&Go 135 ราย แซนด์บ็อกซ์ 62 ราย ผู้ป่วยอาการหนักและใส่เครื่องช่วยหายใจลดลง พบผู้เสียชีวิต 11 รายเกือบทั้งหมดอายุเกิน 60 ปีและมีโรคประจำตัวเรื้อรัง แต่มีแนวโน้มลดลง สอดคล้องสถานการณ์ทั่วโลก เพราะฉีดวัคซีนเกินร้อยล้านโดส ดังนั้น หากยังไม่ฉีดวัคซีน ขอให้พาไปรับวัคซีน ซึ่งช่วยลดการเสียชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นยังต้องระวังสายพันธุ์โอมิครอน จากการมีกิจกรรมฉลองช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ การเข้าสถานที่เสี่ยง อย่างร้านอาหารกึ่งผับบาร์ทำผิดกฎหมาย ที่มีการรวมตัวแออัด งานเลี้ยงงานบุญ ที่ทำให้ติดเชื้อมากขึ้น และคนเดินทางมากขึ้น ซึ่งยังต้องประเมินผลและแจ้งเตือนประชาชน ดังนั้น หลังกลับจากปีใหม่ขอให้เน้นทำงานที่บ้านในช่วงสัปดาห์แรก หากจำเป็นต้องกลับเข้าไปทำงานให้ตรวจ ATK อย่างน้อย 2 ครั้งห่างกัน 3 วัน เพื่อระวังทั้งตัวเองและผู้ที่ทำงานร่วมกัน กรณีผลบวกให้ติดต่อสายด่วน 1330 เพื่อลงทะเบียนรับยา อุปกรณ์ และติดตาม มีการรักษาเวลา 10 วัน และช่วงนี้ขอให้งดไปสถานที่เสี่ยงร้านอาหารกึ่งผับบาร์ สถานที่แออัด และป้องกันตนเองด้วย VUCA
“ภาพรวมแนวโน้มเส้นกราฟที่ทำนายไว้สูงขึ้นเร็ว ถ้าเป็นไปตามคาดการณ์ โดยไม่มีมาตรการหรือความร่วมมือของประชาชน อาจติดเชื้อรายวันเกินหมื่นคนเร็ววันนี้ แต่การเสียชีวิตยังมีแนวโน้มลดลง ต้องให้กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีน แม้โอมิครอนความรุนแรงมีน้อย แต่ถ้าติดเชื้อกลุ่มเสี่ยงก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเข็ม 1 2 3 หรือเข็มกระตุ้นยังสำคัญ หลังปีใหม่ใครยังไม่ฉีดไปฉีด ถึงกำหนดนัดให้ไปฉีดเพื่อความปลอดภัย” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวว่า ที่ประชุมอีโอซี สธ.ประกาศแจ้งเตือนภัยโควิดระดับ 4 เป็นการแจ้งเตือนของ สธ.ที่ประเมินในภาพรวม เพื่อขอความร่วมมือดำเนินกิจการต่างๆ คือ 1.งดไปสถานที่เสี่ยง งดรับประทานอาหาร ดื่มสุราในร้าน โดยสถานที่เสี่ยง ได้แก่ สถานที่ระบบระบายอากาศไม่ดี รวมตัวแออัด ไม่ใส่หน้ากาก เช่น ร้านอาหารกึ่งผับที่เห็นหลายคลัสเตอร์ 2.หลีกเลี่ยงกิจกรรมรวมตัวจำนวนมาก
3.การเดินทางข้ามจังหวัดเท่าที่จำเป็น ขอให้งดโดยสารขนส่งสาธารณะทุกประเภทหากไม่จำเป็น แต่หากมีความจำเป็นขอให้ระวัง ซึ่งขนส่งสาธารณะมีมาตรการเข้มงวด ทั้งใส่หน้ากาก ตรวจ ATK กรณีใช้เวลาโดยสารนาน และ 4.งดเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากต่างประเทศมีการระบาดสูง เช่น อเมริกา ยุโรป และคนกลับมาติดเชื้อจำนวนมาก ซึ่งคนที่เดินทางกลับมาต้องกักตัว โดย สธ.จะเสนอ ศบค.วันที่ 7 ม.ค. ให้เข้มงวดเรื่องกักตัวเพิ่มขึ้น
“การแจ้งเตือนภัยโควิดระดับ 4 เป็นการแจ้งเตือน (Alert) และขอความร่วมมือประชาชนในการดำเนินการทั้ง 4 ประเด็น แตกต่างจากมาตรการที่ ศบค.กำหนด ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมาย เช่น การปรับระดับพื้นที่สี การปิดสถานที่ การห้ามต่างๆ ที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ โดยพรุ่งนี้ ศบค.จะประชุมปรับมาตรการ พื้นที่สี และมาตรการเข้าออกประเทศต่อไป” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวว่า ในเรื่องของสถานที่เสี่ยงนั้นมี 3 ปัจจัย คือสิ่งแวดล้อมระบบระบายอากาศไม่ดี มีคนไปรวมตัวจำนวนมาก สถานที่แออัด และกิจกรรมที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ดังนั้น โรงงานที่มีระบบระบายอากาศดี เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย ไม่จับกลุ่มกินอาหารหรือสูบบุหรี่ร่วมกัน ไม่ถือเป็นสถานที่เสี่ยง และที่ผ่านมาหากโรงงานพบผู้ติดเชื้อ แต่ใช้มาตรการ Bubble&Seal จะควบคุมโรคได้ดีกว่าการปิดโรงงาน ที่ทำให้คนงานกระจายตัวกลับบ้านทำให้โรคแพร่กระจาย จึงไม่แนะนำให้ปิดโรงงาน แต่ให้แยกผู้ติดเชื้อออกมา จะทำให้ควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่า และโรงเรียนก็ไม่เป็นสถานที่เสี่ยง เพราะมีมาตรการดูแลอย่างดี คัดกรองบุคลากรทางการศึกษาเป็นระยะ แต่พยายามจำกัดสถานที่ต่างๆ ให้เสี่ยงน้อยลง
“โรงเรียนไม่จำเป็นต้องปิด เพราะไม่ใช่สถานที่เสี่ยง หากมีระบบระบายอากาศดี นั่งเรียนไม่แออัดหนาแน่น ใส่หน้ากากอนามัย แต่จะมีจุดเสี่ยง 2-3 จุด เช่น โรงอาหาร หากปรับจุดรับประทานอาหารไม่ให้เสี่ยงมากเกินไปก็เปิดได้ หรือกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มกัน เช่น เชียร์กีฬา ร้องเพลงร่วมกันที่ถอดหน้ากาก หากงดได้ก็ไม่ถือเป็นจุดเสี่ยง” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวว่า ส่วนงานวันเด็กที่ตรงกับวันเสาร์ที่ 8 ม.ค.นี้ ขอให้ประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงกัน อย่างกรณีมีกิจกรรมโรงหนังให้เด็กเข้าไปดูหนังฟรี หากมีระบบระบายอากาศดี มีการจำกัดจำนวนคน สวมหน้ากากอนามัย ถ้าทำได้แล้วไม่เสี่ยงก็ทำได้ แต่ขอให้ประเมินว่าคุ้มหรือไม่ที่จะจัด หากควบคุมเด็กไม่ได้อาจจะเลื่อนดีกว่า นอกจากนี้ แต่ละพื้นที่ก็จัดกิจกรรมไม่เหมือนกัน บางแห่งจัดพาไปเที่ยวชมป่าชมสวน ความเสี่ยงก็ต่ำ แต่หากจับเด็กมานั่งรับประทานอาหารรวมกันก็เสี่ยงสูง จะเหมารวมไม่ได้ ส่วนการจัดงานรับปริญญาก็อยู่บนหลักการเดียว หากไม่หนาแน่น เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากาก ก็ดำเนินการได้ ขอให้ผู้จัดงานพิจารณาอันไหนต้องขอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณา เพราะเรามีพื้นที่สี เช่น กิจกรรมอะไรที่ห้ามจัด หรือจัดได้ โดยให้คณะกรรมการโรคติดต่อต่อจังหวัดพิจารณา ก็ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป
เมื่อถามว่าขณะนี้ประชาชนต้องไม่ไปรับประทานอาหารข้างนอก หรือห้างสรรพสินค้าต้องปิดหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า เป็นการแจ้งเตือนประชาชน เพราะการใช้ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ต้องระมัดระวัง การรับประทานอาหารต้องถอดหน้ากาก หากถอดไม่นานความเสี่ยงก็น้อยลง รวมถึงคนที่เราไปรับประทานอาหารร่วมด้วย หลายครั้งใช้วิธีตรวจ ATK ก่อนไปรับประทานก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงระดับ 5 ที่ต้องงดหมด ยังไม่ต้องล็อกดาวน์ จึงขอความร่วมมือ ส่วนห้างสรรพสินค้าต้องพิจารณาว่า จุดไหนมีความเสี่ยง คือ เราไม่ได้ปิดแบบเหมาโหล เราปิดเฉพาะจุดเสี่ยงจริงๆ ที่เห็นคือผับบาร์คาราโอเกะอย่างไรก็ไม่ให้เปิดในช่วงนี้ ที่เสี่ยงน้อยกว่าก็ไม่ให้ปิดโดยไม่จำเป็น เพราะคนก็ต้องทำงาน หากปิดหมดก็จะต้องกลับภูมิลำเนา จะยิ่งเสี่ยงนำเชื้อไปแพร่ได้
เมื่อถามว่ามีกี่จังหวัดที่จะปรับเป็นสีแดง สีแดงส้ม นพ.โอภาส กล่าวว่า เรื่องนี้สธ.เตรียมเสนอ แต่ขอให้ผ่านการพิจารณาของศบค.ก่อน ซึ่งจะประชุมในวันที่ 7 ม.ค.นี้ อย่างขณะนี้ถ้าดูสถานการณ์จะมีอยู่ 10 จังหวัดที่มีอัตราการติดเชื้อเกิน 100 รายต่อวัน แต่ก็จะต้องประเมินอีกครั้ง ส่วนมาตรการที่จะเข้าไปดำเนินการนั้นเบื้องต้นกรณีสีแดง สีแดงส้ม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นทำไม่ได้หากพื้นที่ไหนถูกยกระดับก็ทำไม่ได้ ส่วนที่เกิดเหตุขึ้นคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดต้องไปดูอะไรฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการเอาผิดทั้ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน