ศบค.เผย 23 จังหวัด โควิดเพิ่มขึ้นเป็นเวฟเล็ก กทม.ปริมณฑล ยังเป็นก้อนใหญ่ คาดพีคช่วง ก.ย.นี้ ขอยังใส่หน้ากาก มาฉีดวัคซีน จ่อปลดเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง
เมื่อวันที่ 8 ก.ค.65 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) แถลงภายหลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ว่า วันนี้มีประเด็นสำคัญ 5 เรื่อง คือ 1.สถานการณ์โควิด 19 ทั้งโลกและไทยผ่านการติดเชื้อระลอกใหญ่มาแล้ว โดยขณะนี้เป็นระลอกเล็กๆ การเสียชีวิตก็ลดลงแม้จะมีสายพันธุ์ BA.4/BA.5 สำหรับผู้ป่วยใหม่ของไทยวันนี้มี 2,144 ราย ที่เข้านอนใน รพ. สะสม 4,540,955 ราย หายป่วย 1,946 ราย เสียชีวิต 20 ราย รักษาตัวในรพ.สะสม 25,082 ราย
โดยป่วยหนัก 763 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 327 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 11.9% หากพิจารณาตามรายสัปดาห์ตัวเลขป่วยใหม่ถือว่าลดลง แต่รายวันอาจเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย
ส่วนที่ว่าป่วยแล้วไม่เข้า รพ.นั้น กรมควบคุมโรคมีข้อมูลการรักษาแบบผู้ป่วยนอกเจอ แจก จบ สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วย 207,643 คน เฉลี่ยวันละ 2.9 หมื่นคนทั่วประเทศ นี่คือตัวเลขป่วยจริง นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ ให้ข้อแนะนำว่าตัวนี้มีความสำคัญที่ต้องสื่อสารประชาชนรับทราบว่าป่วยจริง ไปแสดงสิทธิเพื่อรับยาและการดูแล แต่กลุ่มนี้อาการไม่หนัก
“ที่ต้องมาดูคือป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีเตียงรองรับเพียงพอ สธ.ไม่ได้ดูแค่โควิด 19 เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็คืนเตียงไปยังผู้ป่วยอื่นๆ ที่มารักษา เช่น มะเร็ง โรคติดเชื้ออื่นๆ เตียงที่ดูแลปอดอักเสบลดน้อยลง แต่ก็ยังรองรับทางโควิดได้ แม้กระทั่งใส่ท่อช่วยหายใจทั่วประเทศมี 327 ราย แต่เตียงก็ยังมีเพียงพอ เสียชีวิตรายสัปดาห์แม้ลดน้อยลง แต่ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น
ขอให้กลุ่ม 608 มารับวัคซีน คนที่นำเชื้อไปติดผู้สูงอายุ คือลูกหลานที่ออกไปมีกิจกรรมนอกบ้าน ยังขอความร่วมมือสวมหน้ากากกันให้มากที่สุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและเสียชีวิตของสูงอายุ” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว
โฆษกศบค. กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตวันนี้ 20 ราย ยังเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวเรื้อรัง 100% ส่วนจังหวัดใดที่มีแนวโน้มสถานการณ์เพิ่มขึ้นหรือลดลง พบว่า 54 จังหวัดแนวโน้มลดลง โดยมี 23 จังหวัด มีขาขึ้นแบบระลอกเล็กๆ คือ กทม. ชลบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต ค่อนข้างเป็นก้อนใหญ่พอสมควร
จะเห็นว่าเป็นในส่วนของ กทม. ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว ส่วนอื่นๆ มีเชียงใหม่ ระยอง ตาก สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สงขลา กระบี่ พังงา นราธิวาส ตรัง ปัตตานี และยะลา จึงขอให้ทั้ง 23 จังหวัดนี้และคนในจังหวัดช่วยกันลดยอดระลอกเล็กๆ ลง
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า เรื่องที่ 2 ที่มีการพิจารณาคือ สธ.เสนอแนวทางขับเคลื่อนโควิด 19 หลังการระบาดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่โรคประจำถิ่น มียุทธศาสตร์ที่ต้องวางแผนไว้ โดยเสนอแผนให้มีมาตรการทางเศรษฐกิจ มาตรการทางสังคมและองค์กร และมาตรการทางการแพทย์และสาธารณสุขร่วมกัน มี 4 มาตรการสาธารณสุข การแพทย์ กฎหมายสังคม และการสื่อสารประชาสัมพันธ์
การคาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตหลังการระบาดใหญ่ ระลอกเม.ย. – ส.ค.2564 เป็นยอดระลอกหนึ่ง และมีระลอก ม.ค. 65 ขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง ก็คาดว่าหลังจากนี้จะเกิดยอดภูเขาเล็กๆ ขึ้นมาได้ ทั้งผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต ขึ้นกับเหตุปัจจัยคือ ภูมิคุ้มกัน การสวมหน้ากาก และการรวมกลุ่มกันทำกิจการกิจกรรม และลักษณะของเชื้อคือ BA.4/BA.5 เราเรียนรู้มา 2 ปีกว่า
เน้นย้ำประชาชนว่า เรื่องหน้ากาก ภูมิคุ้มกัน และการรวมกลุ่มแม้จะผ่อนคลายได้ ขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชนช่วยกันดูแลภาพรวมด้วยกัน จะได้ไม่เจอเวฟที่สูงกว่านี้ รายใหม่อาจเพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป จะไปสูงช่วง ก.ย. และ พ.ย.น่าจะมีแนวระนาบลงมา หากพวกเราช่วยกันฉากทัศน์นี้ก็อาจจะกดให้ต่ำกว่าการคาดการณ์ได้ การเสียชีวิตก็จะเพิ่มช่วง ก.ย.เช่นกัน
“กิจกรรม 4 กิจกรรมที่ สธ.เสนอขึ้นมาเพื่อ ศบค.อนุมัติ และหน่วยงานเกี่ยวข้องไปดำเนินการ คือ 1.การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง ผู้ป่วยรับการรักษาใน รพ.ไม่เกิน 4 พันรายต่อวัน ป่วยตายน้อยกว่า 0.1% เสียชีวิตไม่เกิน 40 รายต่อวัน ครองเตียงหนัก-วิกฤตไม่เกิน 25% กลุ่ม 608 รับวัคซีนเข็ม 2 มากกว่า 80%
2.การเตรียมบริหารจัดการโควิด 19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังแทนโรคติดต่ออันตราย 3.มาตรการดำเนินการเมื่อโรคโควิดเป็นติดต่อต้องเฝ้าระวัง เช่น การแนะนำประชาชน การดำเนินการด้านการแพทย์ และ 4.การประเมินผล” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า การพิจารณาเกณฑ์ความรุนแรง ปัจจุบันเราอยู่ในช่องสีเขียวมีรักษาตัวนอนใน รพ.ประมาณ 2 พันรายต่อวัน เราอยากลงไปสู่ช่องสีขาว คือ ต่ำกว่า 2 พันราย แต่หากมีสมอลเวฟอาจเป็นสีเหลืองคือรุนแรงน้อย 4-6 พันรายต่อวัน ต้องสร้างความตระหนักประชาชน ส่วนสีส้มคือรุนแรงปานกลาง มีผู้ป่วย 6-8 พันรายต่อวัน และสีแดงคือรุนแรงมาก 8 พัน – 1 หมื่นรายต่อวัน
ตรงนี้จะโยงเรื่องการจัดซื้อยา วัคซีน การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย การเบิกจ่ายรักษาพยาบาล ที่ผ่านมาภาครัฐส่งงบประมาณเต็มที่เพื่อดูประชาชน แต่อาจจะต้องเปลี่ยนผ่านการเบิกจ่ายค่ารักษาต่างๆ รพ.เอกชนก็มีความพร้อมช่วย สิ่งสำคัญคือ สปสช.หรือคนดูแลการเบิกจ่ายต้องปรับตัว เพื่อนำไปสู่การใช้สิทธิฉุกเฉิน UCEP ให้ช่วยการเปลี่ยนผ่านลื่นไหลไปด้วยดี การเปิดกิจการกิจกรรมต้องขอความร่วมมือ เพราะเราให้เปิดกันแล้ว เพื่อให้ตัวเลขไม่พุ่งมากไปกว่านี้
“ตอนนี้เรามีการกำหนดเป็นโรคต้องห้ามสำหรับต่างด้าวเอาเข้ามาในราชอาณาจักร ก็ต้องหาทางยกเลิกกำหนดโรค กรมควบคุมโรคต้องทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการนี้และให้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กำหนดกรอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคตามมาตรา 14 (1) พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558
และเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนมารับวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่ม 608 จัดระบบเข้าถึงยาต้านไวรัสที่สะดวกเข้าถึงง่าย มอบกรมประชาสัมพันธ์กระตุ้นประชาชนเห็นความสำคัญสวมหน้ากาก รับวัคซีน ให้กระทรวงมหาดไทยศึกษากฎหมาย เรื่องของการตัดออกจากโรคต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว