อดีตเมีย พ.ต.ท. ร้องพฤติกรรมแบบนี้ ยังควรเป็นตำรวจอยู่มั้ย อวดลูกเป็นยูทูบเบอร์ดัง นอกใจ ไม่ปกป้องครอบครัว ทิ้งลูกทิ้งเมีย คุกคาม ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ช็อกแท้งลูก ทำเสียสิทธิ์การเป็นพลเมืองเดนมาร์ก แฉหลอกผู้หญิงมา 5 คน
วันที่ 13 ม.ค.69 ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส ชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้พา น.ส.ยุ้ย (นามสมมติ) มายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ ผบ.ตร.ให้ลงโทษทางวินัยร้ายแรงต่อการกระทำของนายตำรวจยศ “พ.ต.ท.” ตำแหน่งสารวัตรปราบปราม สังกัดตำรวจภูธรภาค 6
น.ส.ยุ้ย กล่าวว่า เดิมทีตนเป็นพลเมืองอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก และเดินทางเข้าออกประเทศไทยกับประเทศเดนมาร์กอยู่ประจำ กระทั่งเมื่อปี 2562 ได้รู้จักกับนายตำรวจยศ “พ.ต.ท.” คนดังกล่าว โดยตนจะเดินทางไป-กลับ จ.พิษณุโลก กับประเทศเดนมาร์กอยู่เป็นประจำ และในทุกๆ ครั้งที่เดินทางมาพิษณุโลก นายตำรวจคนนี้ก็จะมาหาพูดคุยมาตามจีบ กระทั่งปี 2563 นายตำรวจได้แสดงตัวว่าเป็นคนดี รักครอบครัว อีกทั้งยังอวดลูกของตัวเองว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนดัง และมีความภาคภูมิใจในตัวลูกเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่า ตนก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกของนายตำรวจด้วย และเริ่มเปิดใจให้มากขึ้น
นาทีตัดสินใจยอมคบเป็นแฟนและแต่งงานกัน
ต่อมาเมื่อปี 2564 นายตำรวจมาเล่าให้ฟังว่า ภรรยาถูกรถสิบล้อทับเสียชีวิต พร้อมกับนั่งร้องไห้ต่อหน้าตน ตอนนั้นรู้สึกสงสารนายตำรวจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นนายตำรวจก็พยามเข้ามาพูดคุยและตามจีบเรื่อยๆ จนทำให้ตนเริ่มรู้สึกใจอ่อน ประกอบกับระยะเวลาที่นายตำรวจตามจีบนั้น เห็นว่าเป็นคนดี รักครอบครัว น่าจะดูแลตนได้ จึงตัดสินใจยอมคบหาเป็นแฟน ก่อนจะตัดสินใจตกลงแต่งงานกันที่ จ.พิษณุโลก ในวันที่ 7 ส.ค.65
ซึ่งในวันแต่งงานก็มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาร่วมงานกันหลายคน และในขณะที่อยู่กินกัน ตนไม่เคยถูกใครมาต่อว่าแสดงความเป็นภรรยาของนายตำรวจ หรือถูกฟ้องเรื่องชู้แต่อย่างใด ต่อมาตนก็ได้ตั้งท้องกับนายตำรวจ และด้วยความที่ตนเป็นพลเมืองของประเทศเดนมาร์ก จึงตัดสินใจจะไปคลอดที่ประเทศเดนมาร์ก เนื่องจากประเทศเดนมาร์กมีสวัสดิการต่างๆ เกี่ยวกับบุตร แต่นายตำรวจอยากให้บุตรได้สวัสดิการของพ่อที่เป็นข้าราชการตำรวจ จึงไม่ยอมให้ไป
หลังจากนั้นวันที่ 8 มี.ค.66 พวกตนก็ตัดสินใจไปจดทะเบียนสมรสที่ อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก โดยการจดทะเบียนสมรส ตนไม่ได้ดำเนินการใดๆ มีเพียงนายตำรวจเป็นคนดำเนินการให้ และหาพยานมาเซ็นรับรองให้ทั้งสิ้น กระทั่งวันที่ 7 เม.ย.66 ตนคลอดลูกสาว และมีความคาดหวังว่านายตำรวจจะดูแลดี รักครอบครัวเสมอต้นเสมอปลายเหมือนตอนจีบกันใหม่ๆ
หลังคลอดลูกพฤติกรรมสามีเปลี่ยนไป
แต่หลังจากที่คลอดลูก นายตำรวจก็ได้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ไม่สนใจดูแลลูก และมีพฤติกรรมรุนแรงถึงขั้นใช้ปืนจ่อหัวเวลาที่มีเรื่องทะเลาะกับตน หลังจากนั้นก็เริ่มมีบุคคลอื่นพูดถึงว่า นายตำรวจมีผู้หญิงคนอื่น เริ่มนอกใจ มีการโกหกในหลายๆ เรื่อง แต่ไม่ได้สนใจ เพราะต้องเลี้ยงดูลูกคนเดียวตลอดเวลา
จนกระทั่งปลายเดือน เม.ย.68 มีคนเห็นนายตำรวจอยู่ผู้หญิงคนอื่น พร้อมกับได้ส่งคลิปให้ตนดู และถามว่า “เลิกกันแล้วหรอ เห็นอยู่กับผู้หญิงคนอื่น” ซึ่งทำให้เริ่มไม่สบายใจ และคิดมาก จึงเริ่มสืบว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ก่อนจะมีคนส่งเฟซบุ๊กของผู้หญิงคนดังกล่าวมาให้ หลังจากนั้นช่วงเดือน พ.ค. ผู้หญิงคนนี้ก็อัพสตอรี่เฟซบุ๊ก เป็นรูปหน้าผู้หญิงพิงอยู่กับเสื้อนายตำรวจ จึงทำให้ตนขาดความเชื่อใจ และความไม่มั่นใจกับผู้ชายคนนี้
จับได้คาตานั่งกินข้าวกับผู้หญิงคนอื่น
เมื่อตนหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็พบว่าผู้หญิงคนนี้ขับรถมัสแตงสีแดง จึงเริ่มเอะใจ เพราะรถคันนี้ขับผ่านหน้าบ้านตนเป็นประจำ เลยคาดว่าน่าจะขับมาส่งนายตำรวจแน่ๆ อยู่มาวันนึงตนเห็นหญิงคนดังกล่าวได้อัพโลเคชั่นร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านที่สามีชอบไปนั่งกิน ตนจึงตามไป และเห็นทั้งคู่กำลังนั่งรับประทานอาหารกันด้วยท่าทีสนิทสนม ตนโมโหเป็นอย่างมาก จึงพาลูกเดินเข้าไปหา ก่อนจะมีปากเสียงกัน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ชุลมุน สามีตนกลับเลือกที่จะปกป้องผู้หญิงคนดังกล่าว แทนที่จะปกป้องตนกับลูก ตนจึงตัดสินใจขอหย่า
ต่อมาวันที่ 19 พ.ค.68 เป็นการนัดหย่ากันครั้งแรก แต่นายตำรวจไม่ยอมหย่า จากนั้นวันที่ 20 พ.ค. ก็นัดหย่ากันครั้งที่ 2 นายตำรวจก็ไม่ยอมที่จะหย่าเช่นเดิม กระทั่งวันที่ 16 มิ.ย. นัดหย่าครั้งที่ 3 โดยครั้งนี้นายตำรวจยอม และทำบันทึกข้อตกลงหลังการหย่า ซึ่งอำนาจปกครองลูกให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้ดูแลฝ่ายเดียว และยกทรัพย์สิน ซึ่งเป็นรถเบนซ์ ทะเบียน 5กช 8887 กรุงเทพมหานคร ให้ฝ่ายหญิง
หลังจากหย่าที่รู้ตัวว่าท้องลูกคนที่สอง
นอกจากนี้ฝ่ายชายจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 45,000 บาท ซึ่งต้องจ่ายทุกวันที่ 2 ของเดือน จนกว่าบุตรจะจบปริญญาตรี ค่าใช้จ่ายๆ อื่นเกี่ยวกับสุขภาพของบุตร ฝ่ายชายจะเป็นผู้จ่าย จนวันที่ 4 ก.ค.68 ตนเริ่มมีอาการผิดปกติของร่างกาย จึงไปตรวจร่างกาย ปรากฏว่าตนได้ตั้งท้อง 9 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างมีทะเบียนสมรส
ตลอดเวลาที่ผ่านมาตนยืนยันว่ามีความสัมพันธ์กับนายตำรวจเพียงแค่คนเดียว จึงตัดสินใจทักข้อความไปหานายตำรวจเพื่อบอกว่าตั้งท้อง และจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่กลับถูกปฏิเสธและให้เหตุผลว่าเลี้ยงไม่ไหว ไม่สามารถดูแลได้ จึงให้ตนไปทำแท้งแบบถูกกฎหมาย พร้อมกับส่งโลเคชั่นสถานที่ทำแท้งมาให้ตน แต่ตนไม่กล้าทำ เพราะเป็นห่วงชีวิต และเสียความรู้สึก ลูกทั้งคนไม่มีใครรับผิดชอบเลย
พบว่าติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
กระทั่งกลางเดือน ก.ค.68 ตนกลับประเทศเดนมาร์ก โดยตั้งใจว่าจะคลอดลูกคน 2 ที่นั่น แต่เริ่มมีอาการผิดปกติ จนวันที่ 14 ก.ค.68 ตนตัดสินใจไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในประเทศเดนมาร์ก และพบว่าติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยหมอให้ยารักษามาและแจ้งว่าจะมีผลกระทบต่อลูกในท้อง แต่ถ้าหากไม่กินยาอาการก็จะแย่ลง และอันตรายต่อลูกในท้องเช่นกัน ตนจึงกินยาเรื่อยมา ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย
เกิดอาการตกเลือด สุดท้ายแท้งลูก
จนวันที่ 22 ส.ค.68 ตนมีอาการตกเลือด จึงไปที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ปรากฏว่าเกิดภาวะแท้งลูก สาเหตุมาจากยาดังกล่าว ซึ่งระยะหลังๆ นายตำรวจเริ่มไม่ส่งเงินมาเลี้ยงดูลูกคนแรก โดยก่อนหน้านี้นายตำรวจได้ทำสัญญาตกลงกับตนว่า จะจ่ายเงินให้ 2 ล้านบาท เป็นค่าเลี้ยงดูลูก แต่ตนกลับได้เงินมาเพียง 500,000 บาท หลังจากนั้นก็ไม่มีการจ่ายเงินใดๆ เพิ่มเติมอีก
ถูกอดีตสามีขโมยรถเบนซ์
หลังจากนั้นวันที่ 5 ม.ค.69 ตนได้นำรถเบนซ์ไปซ่อม เนื่องจากรถมีปัญหา และถูกนายตำรวจขโมยรถคันดังกล่าวไป โดยได้แจ้งความเอาไว้ สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนได้เห็นพฤติกรรมของผู้ชายคนนี้ ว่าไม่เหมาะสมและควรออกจากราชการตำรวจ
ทางต้นอ้อ กล่าวว่า สำหรับพฤติกรรมของผู้ชายที่ชอบหลอกผู้หญิงมาแล้ว 5 คน โดยแต่ละคนเป็นเหยื่อไม่ได้รับรู้มาก่อน เพราะผู้ชายเป็นคนเดียวที่ปั่นหัวให้เหยื่อทะเลาะกันเอง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับข้าราชการตำรวจที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย มีทั้งการเอาชื่อลูกชายที่เป็นยูทูบเบอร์มากล่าวอ้างให้ดูน่าเชื่อถือ อีกทั้งทำให้ผู้หญิงเสียสิทธิ์การเป็นพลเมืองที่ประเทศเดนมาร์ก เพราะต้องตัดสินใจมาสร้างครอบครัวกับคนที่หวังจะพึ่งพาให้เป็นหัวหน้าครอบครัว