บุ๋ม ปนัดดา แจ้ง สอท. เอาผิดมือดีปลอมเพจอ้างชื่อ โพสต์หมิ่น ผบ.ตร. สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อย่างรุนแรง ตัดสินใจแจ้งความใน 2 ข้อหา
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.2) เมืองทองธานี บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตำรวจไซเบอร์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่ปลอมเพจเฟซบุ๊กใช้ชื่อ “ดร บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ที่โพสต์ข้อความโจมตี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.
ในเชิงว่า “เปลี่ยนท่าน ผบ.ตร. คนใหม่เอาแบบที่ใช้ความสามารถ ประสบการณ์ และความรู้จริง ๆ ไม่ใช่เอาไก่มาแลก” ซึ่งสร้างความเสียหาย ทำให้ประชาชนที่เข้ามาพบเห็นเกิดความเข้าใจผิดทั้งตนเอง และผู้ที่ถูกกล่าวอ้าง โดยมี พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. ผู้รับเรื่องดังกล่าว

ดร.ปนัดดา เปิดเผยว่า ตนได้รับเรื่องจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งส่งข้อความมาสอบถามด้วยความเข้าใจผิดว่าตนเป็นผู้โพสต์วิจารณ์ ผบ.ตร. จริงหรือไม่ เนื่องจากพบเพจแอบอ้างชื่อ “ดร บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” และมียอดผู้ติดตามจำนวนมาก ทั้งที่ความเป็นจริงตนมีเพจหลักของตนมีเพียงเพจเดียวคือ
“ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ซึ่งมียอดผู้ติดตามกว่า 5 ล้านคนเท่านั้น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ยังสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อย่างรุนแรง ตนยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องและไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความเหล่านั้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ตนรู้สึกเสียเวลาชีวิตที่ต้องมานั่งจัดการกับเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริง
จึงตัดสินใจแจ้งความใน 2 ข้อหา ได้แก่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เรื่องการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ และความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยตนได้รวบรวมหลักฐานและลิงก์เพจปลอมส่งให้ตำรวจเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นทราบข้อมูลตัวผู้กระทำความผิดว่าเป็นคนไทยในพื้นที่ภาคอีสาน และยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
ดร.ปนัดดา กล่าวอีกว่า ฝากสะท้อนปัญหาไปยังเฟซบุ๊ก ซึ่งที่ผ่านมาเคยแจ้งรายงานเพจแอบอ้างหลายครั้งแต่กลับได้รับคำตอบว่าเป็นเพียง “แฟนคลับ” ทั้งที่พฤติกรรมเพจเหล่านั้นมีการลงรูปตนสลับกับการโพสต์ด่าทอผู้อื่น ไปจนถึงการแปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการทำลายภาพลักษณ์อย่างรุนแรง
จึงอยากให้ทางแพลตฟอร์มปรับปรุงมาตรการจัดการกับบัญชีปลอมให้จริงจังและเด็ดขาดมากกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งขอให้ทางพนักงานสอบสวนประสานงานกับทาง ผบ.ตร. ให้รับทราบในฐานะผู้เสียหายโดยตรงด้วยเช่นกัน เพื่อให้คดีมีความครอบคลุมและเอาผิดผู้กระทำความผิดได้อย่างเต็มที่ตามกระบวนการของกฎหมาย
พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ กล่าวว่า กรณีนี้เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) เรื่องการบิดเบือนข้อมูลเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาผ่านสื่อโซเชียล ซึ่งมีโทษหนักกว่าการหมิ่นประมาทปกติ โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับสูงสุด 2 แสนบาท
ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังเร่งรัดประสานงานกับทางเมต้า (Meta) เพื่อดำเนินการปิดเพจปลอมทั้งหมดและเตรียมออกหมายเรียกผู้กระทำความผิดมาทราบข้อกล่าวหาโดยเร็ว
ฝากเตือนประชาชนว่าตำรวจให้ความสำคัญกับทุกคดีไม่ว่าผู้เสียหายจะเป็นบุคคลมีชื่อเสียงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มคดีอาชญากรรมออนไลน์ในภาพรวมที่ลดลงภายหลังการตั้งศูนย์ AOC เพื่อป้องกันและปราบปรามมิจฉาชีพอย่างเข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา
