คืบหน้าแก๊งซุกไอซ์ในมะขามเปียก! ตำรวจออกหมายจับเพิ่ม 4 ราย ขยายผลพบเครือข่ายกว่า 15 คน ผู้ต้องหาปฏิเสธโยงยา อ้างแฟนสาวเวียดนามนำบัญชีไปใช้

จากกรณีหญิงสาวผู้รับจ้างหิ้วของจากไทยไปญี่ปุ่น เกิดเอะใจหลังได้รับพัสดุจากผู้ว่าจ้างผ่านไรเดอร์ จึงประสานตำรวจตรวจสอบ ก่อนพบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในโหลมะขามเปียก ต่อมาเจ้าหน้าที่จับกุมนายสมพงษ์ อายุ 50 ปี เจ้าของบัญชีรับโอนเงินค่าจ้างหิ้วสินค้า และควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สน.บางยี่ขัน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 17 กรกฎาคม มีรายงานจากชุดสืบสวนว่า นายสมพงษ์ให้การว่า ได้คบหากับหญิงชาวเวียดนามมานานกว่า 1 ปี ปัจจุบันหญิงคนดังกล่าวอยู่ที่ประเทศเวียดนาม และแจ้งว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคม

นายสมพงษ์ อ้างว่า ก่อนหน้านี้เคยให้แฟนสาวนำบัญชีธนาคารของตนไปใช้ทำธุรกรรม เนื่องจากแฟนสาวเป็นชาวต่างชาติ เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงิน แต่ไม่ทราบว่ามีการนำบัญชีไปใช้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ขณะที่แนวทางการสืบสวนขยายผลในเบื้องต้น ยังไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงว่านายสมพงษ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดส่งพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดโดยตรง

อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีผู้บงการหลักเป็นชาวเวียดนาม ร่วมกับผู้ร่วมขบวนการชาวไทย โดยเชื่อว่าเคยใช้วิธีซุกซ่อนยาเสพติดในสิ่งของส่งให้ผู้รับจ้างหิ้วเดินทางไปต่างประเทศสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง จนเกิดความย่ามใจและก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีซุกซ่อนยาไอซ์ในโหลมะขามเปียกครั้งนี้ ผู้รับจ้างหิ้วได้รับค่าจ้างจำนวน 6,736 บาท ซึ่งมีการโอนเงินเต็มจำนวนเข้าบัญชีของผู้รับจ้าง โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

ล่าสุด พนักงานสอบสวน สน.บางยี่ขัน ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 4 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 3 ราย และชาวเวียดนาม 1 ราย ขณะที่ข้อมูลการสืบสวนเชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวอาจมีผู้เกี่ยวข้องรวมประมาณ 15 คน

ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น. น้องชายของนายสมพงษ์ เดินทางเข้าเยี่ยมพี่ชายที่ สน.บางยี่ขัน พร้อมเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกตกใจที่พี่ชายถูกจับกุมคดียาเสพติด และเชื่อว่านายสมพงษ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด

น้องชายนายสมพงษ์ ระบุว่า นายสมพงษ์ทำงานอยู่ในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง มีรายได้ไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย และมักโทรศัพท์มาขอให้ช่วยโอนเงินเป็นประจำ ครั้งละ 50-100 บาท หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดจริง ก็คงไม่ต้องมาขอเงินจากตนอยู่บ่อยครั้ง

ส่วนความสัมพันธ์กับหญิงชาวเวียดนามนั้น ตนทราบเพียงว่าทั้งคู่รู้จักกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก่อนพัฒนาความสัมพันธ์เป็นแฟนกัน แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้หญิงคนดังกล่าว และไม่เคยทราบว่านายสมพงษ์นำบัญชีธนาคารไปให้ฝ่ายหญิงใช้ทำธุรกรรม

ทั้งนี้ น้องชายนายสมพงษ์ ยังฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าครอบครัวจะช่วยต่อสู้คดีและพิสูจน์ความจริง เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของนายสมพงษ์ต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน