บิ๊กราญ แถลงผลจับ นอมินี ใช้คนไทยถือครองที่ดิน-บ้าน จับผู้ต้องหา4ราย พบใช้เลขบัตรประชาชนปลอมไม่มีตัวจริงอยู่จริง เร่งขยายสำนักงานกฎหมายและบริษัทจัดทำบัญชี ชี้ชัดหลักฐานเป็นนอมินี หลังพบใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันที่ 17 ก.ค. 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการต่างชาติใช้นอมินีถือครองธุรกิจและที่ดินในจังหวัดชลบุรี โดยระบุว่า การทำงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดชลบุรี , ตำรวจ , กรมธุรกิจการค้า , กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

โดยจังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลจดทะเบียนทั้งหมด 76,343 บริษัท ในจำนวนนี้มีบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นอยู่ 28,463 บริษัท ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการลงทุน / แต่จากการคัดกรองพบว่ามีบริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัยถึง 14,264 บริษัท โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและจังหวัดชลบุรีได้วิเคราะห์ข้อมูลจนพบกลุ่มต้องสงสัยเบื้องต้น 435 บริษัท ก่อนคัดเลือกบริษัทที่มีพยานหลักฐานชัดเจนมาดำเนินคดีในระยะแรกจำนวน 33 บริษัท พร้อมขอศาลออกหมายค้น 41 หมาย และออกหมายจับ 4 หมาย

สำหรับการดำเนินคดีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก จำนวน 19 บริษัท 19 คดี เป็นคดีเกี่ยวกับการใช้นอมินีถือครองกิจการ พบการถือครองที่ดินรวม 16 แปลง เนื้อที่กว่า 500 ไร่ มีการออกหมายค้น 27 หมาย หมายเรียก 7 หมาย และออกหมายจับ 4 หมาย ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมด

ส่วนกลุ่มที่สอง เป็นคดีการถือครองที่ดินไม่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมีต่างชาติถือครองมากกว่าคนไทย จำนวน 14 บริษัท 14 คดี พบการถือครองที่ดิน 16 แปลง เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน โดยออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 45 หมาย แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 33 คน และคนไทย 12 คน ออกหมายค้นได้ 14 หมาย

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 235.2 ล้านบาท มีผู้ต้องหารวม 54 คน (บางคนโดนมากกว่า 1 หมาย) เป็นผู้ต้องหาหลายสัญชาติ ไม่ได้มุ่งดำเนินคดีกับชนชาติใดชนชาติหนึ่ง

โดยการเข้าตรวจค้นในช่วงเช้าได้เข้าตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ 2 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายครอบครัว “Blazhevichus” (บราเซวิซุส) ซึ่งพบการดำเนินการผ่าน 12 บริษัท ครอบครองบ้าน 11 หลัง ทั้งนี้ขณะเข้าตรวจค้น ได้เชิญ 13 คนไทย ที่อยู่ภายในบริษัท เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดใดหรือไม่ หากพบก็จะแจ้งข้อหาต่อไป อีกเครือข่ายคือกลุ่มของนายอีกอร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 19 บริษัท และบ้านพัก 18 หลัง

พล.ต.อ.สำราญ ย้ำว่า รัฐบาลไทยยังคงเปิดกว้างและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนจากต่างชาติ เพราะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ แต่ทุกการลงทุนต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัทที่คนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 และต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 49 จะต้องเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริง มีการร่วมลงทุนและดำเนินธุรกิจร่วมกัน ไม่ใช่การใช้นอมินีหรือการอ้างชื่อคนไทยเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย

พร้อมยกตัวอย่างว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาบางราย เช่น นายอีกอร์ ยอมรับว่าไม่รู้จักผู้ถือหุ้นชาวไทยที่มีชื่อเป็นหุ้นส่วนในบริษัท จึงสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐไม่สามารถยอมรับได้ รวมถึงไม่สามารถปล่อยให้มีการโฆษณาหรือสร้างภาพว่าหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นของคนต่างชาติ หรือมีการแบ่งแยกการบริหารจัดการเป็นกลุ่มของชาวต่างชาติโดยเฉพาะ เพราะประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังเปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่เริ่มดำเนินการตรวจสอบ พบว่าบางกลุ่มพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด แต่ข้อมูลดิจิทัลและหลักฐานเดิมยังสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ จึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ พร้อมระบุว่า ยังพบปัญหาการใช้รายชื่อบุคคลที่ไม่มีตัวตนมาเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท (ค้นหาเลข 13 หลักในทะเบียนราษฎร์ไม่พบ) ทำให้บางหมายเรียกไม่สามารถติดตามตัวบุคคลได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะหารือร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อหาแนวทางป้องกันต่อไป

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า การปฏิบัติการในจังหวัดชลบุรีถือเป็นเฟสที่ 4 ของการกวาดล้างเครือข่ายนอมินี โดยก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการในพื้นที่ฝั่งอ่าวไทย สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และพังงา และจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นตามข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและจังหวัดต่าง ๆ โดยยืนยันว่าก่อนลงพื้นที่มีการประชุม กลั่นกรองข้อมูล และคัดเลือกคดีที่มีหลักฐานชัดเจนหลายรอบ จนเหลือ 33 บริษัทที่ดำเนินคดีในครั้งนี้ ซึ่งผู้ต้องหาหลายรายยอมรับข้อเท็จจริงตั้งแต่ชั้นจับกุม

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยในกรณีชาวต่างชาติที่ถือครองที่ดินผิดกฎหมาย จะได้รับโอกาสขายทอดตลาดภายใน 180 วัน หากไม่สามารถขายได้ ทางภาครัฐจะดำเนินการขายทอดตลาดแทน และคืนเงินที่ได้จากการขายให้เจ้าของเดิมหลังหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ล่ามชี้แจงขั้นตอนดังกล่าวแก่ผู้ต้องหา เพื่อให้เข้าใจสิทธิและแนวทางดำเนินการ

นอกจากนี้ ยังได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาแนวทางให้ผู้ต้องหาต่างชาติที่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาล สามารถใช้หนังสือเดินทางสำหรับการต่อสู้คดีได้ โดยไม่เพิกถอนสิทธิทันที เพื่อให้ได้รับโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริงและต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าบางรายจะรับสารภาพในชั้นสอบสวนแล้วก็ตาม

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า การทำงานในครั้งนี้เป็นผลจากการบูรณาการของทุกหน่วยงานตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม้ขณะนี้พนักงานสอบสวนจะมีภาระงานจำนวนมาก แต่จะติดตามคดีจนถึงที่สุด รวมทั้งขยายผลไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานกฎหมาย บริษัททนายความ หรือสำนักงานบัญชี หากพบว่าให้คำแนะนำหรือสนับสนุนการกระทำผิด ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ย่อมทราบข้อกฎหมายเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำ 2 ประเด็นสำคัญ คือ ประเทศไทยยังคงยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว และยินดีรับการลงทุนจากต่างชาติ แต่ทุกการลงทุนต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นในสัดส่วน 49 ต่อ 51 หรือการขออนุญาตประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งบางกิจการสามารถได้รับอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% หากได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ผู้ลงทุน เพื่อป้องกันการกระทำผิดและสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะเดียวกันจะไม่ยอมให้มีการใช้นอมินีหรือการกระทำใดที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเด็ดขาด

พล.ต.อ.สำราญ ยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า ชาวต่างชาติที่เค้ามาซื้อโครงการหมู่บ้านในประเทศไทยเป็นลักษณะของการถือเงินสดเข้ามาและได้รับข่าวประชาสัมพันธ์จากในกลุ่มโครงการหมู่บ้านเฉพาะของชาวรัสเซีย และหลังจากนี้จะมีการขยายผลว่าจะมีชาวต่างชาติที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า 33 คนหรือไม่ และกลุ่มคนพวกนี้ทำมานานแล้วจนไม่สามารถที่จะเข้าไปแก้ไขระบบเดิมได้ โดยผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีในความผิด “ใช้นอมินีในการถือหุ้น และกฎหมายที่ดิน”

ส่วนกรณีหนึ่งในผู้จดทะเบียนร่วมเป็นนอมินี พบว่ามีการใช้ประกันสังคม และบัตรคนจน นั้น พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบ ถึงศักยภาพของตัวบุคคลในการถือหุ้นของบริษัทด้วย เพราะหากถือบัตรคนจนและมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ถือว่าเป็นนอมินีอย่างชัดเจน

ส่วนกรณีการตรวจสอบรายชื่อของผู้ที่จดทะเบียนบริษัทพบว่าใช้เลขบัตรประชาชนปลอมไม่มีตัวตนอยู่จริงนั้น โดยพบว่ามีทั้งหมด 12 ราย จะต้องไปตรวจสอบว่ามีการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จและจดแจ้งอันเป็นเท็จหรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน