ชาวบ้านแหลมสน บุก ปปป. แจ้งจับ ‘อธิบดีกรมอุทยานฯ’ ปมละเว้นทุนใหญ่-ฟ้องปิดปากคนพื้นที่

จากกรณีที่ พล.ต.ต.สุรพล บุญมา เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำหลักฐานเข้ายื่นต่อ พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. เพื่อให้ดำเนินคดีกับขบวนการออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน (เขาปากเตรียม) จ.ระนอง กว่า 643 ไร่

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่บก.ปปป. ตัวเเทนชาวบ้านรวมตัวร้องเรียนกรณีปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณเขาปากเตรียม จ.ระนอง เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่ออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ กรณีมีการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน

ตัวแทนชาวบ้านอุทยานแหลมสน กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเข้าแจ้งความ เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษชาวบ้านในข้อหาบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ ทั้งที่ตนเองเป็นผู้ร้องเรียนกรณีการบุกรุกพื้นที่เขาปากเตรียม จ.ระนอง ไปยังอธิบดีกรมอุทยานฯ ตั้งแต่ประมาณเดือน พ.ค.68 เพื่อขอให้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ แต่กลับไม่มีการดำเนินการจากทั้งอธิบดีกรมอุทยานฯ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน จนทำให้พื้นที่เขตอุทยานได้รับความเสียหาย

สำหรับกรณีพื้นที่พิพาทนั้น ตัวแทนชาวบ้าน ระบุว่า เอกสารสิทธิ์หลายแปลงมีพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งประกาศจัดตั้งเมื่อปี 2526 โดยประเด็นดังกล่าวต้องแยกพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ ประการแรก ต้องตรวจสอบว่าเอกสารสิทธิ์ที่ออกมานั้นออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และประการที่สอง ต้องตรวจสอบว่าแนวเขตอุทยานแห่งชาติอยู่บริเวณใด

ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ควรต้องทราบแนวเขตของอุทยานแห่งชาติอย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจนในพื้นที่จริง มีเพียงข้อมูลในระบบหรือแผนที่คอมพิวเตอร์เท่านั้น ไม่ได้มีการปักแนวเขตหรือทำเครื่องหมายให้ประชาชนสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น เมื่อมีบุคคลเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ที่อุทยานฯ อ้างว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ก็อาจถือเป็นการบุกรุกได้ แต่ในส่วนเอกสารสิทธิ์ที่นำมาอ้างนั้น จำเป็นต้องตรวจสอบว่าเอกสารสิทธิ์ออกมาก่อนหรือหลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เพราะกฎหมายกำหนดหลักการไว้ว่า การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติจะต้องไม่ทับซ้อนกับพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์หรือมีเอกสารสิทธิ์โดยชอบ ซึ่งมีการครอบครองอยู่ก่อน

ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวต่อว่า สำหรับเอกสารสิทธิ์ที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาตินั้น มีอยู่หลายแปลง และหากอุทยานฯ เห็นว่าเป็นการบุกรุก ก็ต้องดำเนินคดีกับทุกแปลงอย่างเท่าเทียมกัน แต่พื้นที่ที่มีการร้องเรียนตั้งแต่ต้น และเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหลัก กลับเป็นพื้นที่ที่บริษัทถือครอง ขณะที่อธิบดีกรมอุทยานฯ กลับเลือกแจ้งความดำเนินคดีกับแปลงที่มีชาวบ้านถือครองอยู่ก่อน ทั้งที่ชาวบ้านเองก็อ้างว่าถูกบริษัทบุกรุกพื้นที่เช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยถูกต้องเท่าที่ควร

ตัวแทนชาวบ้าน ระบุว่า ปัจจุบันมีการดำเนินคดีในพื้นที่เอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. จำนวน 3 แปลง ได้แก่ แปลงหมายเลข 915, 916 และ 917 โดยแปลง 917 เป็นแปลงที่บริษัทซื้อมา ส่วนแปลง 916 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนถือสิทธิ์และทำกินอยู่ โดยเป็นสวนที่มีต้นยางพาราและต้นปาล์ม

ส่วนบริษัทที่เข้ามาถือครองพื้นที่ดังกล่าวนั้น เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และมีพื้นที่ที่เกี่ยวข้องหลายแปลง

อีกหนึ่งตัวแทนกล่าวว่า การที่อุทยานฯ เปิดประเด็นแจ้งความดำเนินคดี 3 แปลง เป็นการรังแกชาวบ้าน เหมือนเป็นการปิดปากชาวบ้าน ทั้งที่ชาวบ้านในพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นคนที่ส่งเสียงร้องเรียนเรื่องการบุกรุกและการทำลายป่า”

นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างกรณีของตนเอง ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี โดยระบุว่า ตนเองได้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวเมื่อประมาณปี 2565 ผ่านกระบวนการของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระนอง และเข้าใจว่าทรัพย์สินที่ผ่านกระบวนการศาลและกรมบังคับคดี ย่อมผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว

หลังจากประมูลซื้อทรัพย์สินได้และโอนกรรมสิทธิ์แล้ว จึงได้ดำเนินการยื่นรังวัดสอบเขต น.ส.3 ก. เพื่อให้ทราบแนวเขตพื้นที่อย่างชัดเจน กระทั่งดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงปี 2567-2568 ต่อมา เมื่อมีกลุ่มนายทุนเข้ามาบุกรุกพื้นที่ จึงเกิดคดีความเรื่องการบุกรุก ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการที่สถานีตำรวจภูธรสุขสำราญ และยังคงคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับได้รับแจ้งว่าอุทยานแห่งชาติแหลมสน โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษตนเองในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

ยอมรับว่าในฐานะผู้ซื้อทรัพย์สิน อาจเป็นผู้ครอบครองพื้นที่ตามข้อกล่าวหา และมีชื่อของตนเองอยู่ในคดี แต่ยืนยันว่าได้ซื้อทรัพย์สินผ่านกระบวนการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีอย่างถูกต้องตามขั้นตอน นอกจากนี้ ก่อนที่จะซื้อทรัพย์สิน ตนเองก็ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ตามปกติ แต่ไม่พบหลักเขต ป้าย หรือข้อมูลใดๆ ที่ระบุว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน

ซึ่งถ้าหากประชาชนทั่วไป ไม่สามารถทราบได้ว่าแนวเขตอุทยานแห่งชาติอยู่ตรงไหน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพื้นที่ใดเป็นเขตอุทยานฯ พร้อมระบุว่า หากอุทยานฯ ประกาศเขตมาตั้งแต่ปี 2526 ก็ควรมีการกำหนดแนวเขต ปักป้าย หรือดำเนินการให้ประชาชนรับรู้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน