กรมศุลกากร เปิดตัวเลขจับกุมบุหรี่เถื่อน – บุหรี่ไฟฟ้า ปี 2569 รวม 3,748 คดี ยึดของกลางกว่า 105 ล้านชิ้น เป็นบุหรี่เถื่อนมากสุดถึง 104 ล้านมวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน พร้อมเดินหน้าใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและคัดกรองความเสี่ยง พร้อมเพิ่มค่าปรับเป็น 2 เท่าของราคารวมค่าอากร มุ่งสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง
วันที่ 19 ต.ค. 2569 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยผลปราบปรามบุหรี่เถื่อน – บุหรี่ไฟฟ้า ปี 2569 ที่มีการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ก่อนกระจายสู่ผู้ขายรายย่อยและผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์และระบบขนส่งภายในประเทศ กรมศุลกากรในฐานะหน่วยงานด่านหน้า จึงเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปราม พร้อมนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
นายพันธ์ทอง ยอมรับว่า การลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมายยังคงเป็นปัญหาที่ปราบปรามได้ยาก เนื่องจากผู้กระทำผิดมีการปรับเปลี่ยนวิธีการซ่อนสินค้าให้แนบเนียนมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ
โดยปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรสามารถสกัดกั้นและจับกุมการกระทำผิดได้ 59,840 คดี มูลค่ารวม 4,832.35 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน เช่น บุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาวุธปืน และดอกไม้เพลิง รวม 9,750 คดี มูลค่ากว่า 1,234 ล้านบาท
สำหรับบุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ประกอบ สามารถจับกุมและดำเนินคดีได้รวม 3,748 คดี ยึดของกลางกว่า 105 ล้านชิ้น มูลค่าราว 566 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบุหรี่ผิดกฎหมายสูงถึง 104 ล้านมวน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 สะท้อนถึงความต้องการบริโภคบุหรี่ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
“ปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และมีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ภาครัฐสูญเสียรายได้จากภาษีหลายพันล้านบาทต่อปี จึงต้องเร่งปราบปรามอย่างจริงจังและเด็ดขาด”
สำหรับรูปแบบการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ขบวนการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้ามีวิธีซ่อนสินค้าที่ซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมที่ตรวจพบได้ทันทีเมื่อเปิดตู้สินค้า แต่ปัจจุบันมีการซ่อนสินค้าไว้ท้ายตู้คอนเทนเนอร์และปะปนมากับสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้ามักจะถูกถอดแยกชิ้นส่วนและ บรรจุรวมมาเป็นลังสินค้าก่อนนำไปประกอบภายหลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
กรมศุลกากรจึงปรับรูปแบบการทำงานจากการตรวจสอบแบบเดิม สู่การบริหารความเสี่ยงที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี (AI-Driven Risk Management) โดยบูรณาการข้อมูลการค้า ข้อมูลข่าวกรอง และข้อมูลการกระทำผิดในมิติต่างๆ มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อระบุความเสี่ยงและเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมายได้อย่างตรงจุด
นำไปสู่การสืบสวนและขยายผลเชิงลึก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจค้น การสกัดกั้นเครือข่ายลักลอบค้าและขนส่งสินค้าผิดกฎหมายได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมยังช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
“การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายในปัจจุบันต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การนำเทคโนโลยีและระบบบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการวิเคราะห์และคัดกรองเป้าหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายผู้กระทำความผิดเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุด”
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง สืบสวน และขยายผล เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ เนื่องจากการกระทำผิดในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน
ขณะเดียวกัน ยังได้ยกระดับมาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า โดยกำหนดอัตราโทษใหม่สำหรับผู้กระทำความผิด กำหนดค่าปรับเป็น 2 เท่าของราคาสินค้ารวมอากร และอีก 1 เท่าของภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมริบของกลางตกให้เป็นของแผ่นดิน รวมถึงกำหนดราคาประเมินขั้นต่ำ เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมาย ลดแรงจูงใจในการกระทำผิด และตัดวงจรผลประโยชน์ของเครือข่ายลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย
“เป้าหมายของการปรับอัตราโทษ นอกจากจะเป็นบทลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว ยังเป็นเพิ่มต้นทุนและลดความคุ้มค่าในการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อไม่ให้สามารถแสวงหาผลประโยชน์จากการหลีกเลี่ยงกฎหมายในระยะยาว”
การแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ตราบใดที่ยังมีความต้องการบริโภค กรมศุลกากรจึงต้องยกระดับการใช้ข้อมูลในมิติต่าง ๆ การใช้เทคโนโลยี และความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ปกป้องสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ตลอดจนรายได้รัฐ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ



