วินจยย.พ่อทิพย์เปิดใจ อ้างไม่รู้ถูกนำชื่อรับรองบุตร รับ “ผมผิดไปแล้ว” ส่วนชายเชียงรายยืนยันเตรียมเพิกถอน หลังรู้ผล DNA ไม่ใช่ลูกตัวเอง
วันที่ 27 ต.ค.69 พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการปราบปรามขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติไทยให้บุตรของชาวต่างชาติ หรือที่เรียกว่า “ขบวนการพ่อไทยทิพย์” เข้าสู่ปฏิบัติการเฟสที่ 3 โดยกระจายกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 22 จุด
พล.ต.ท.นพศิลป์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่งใน ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการสืบสวนขบวนการพ่อไทยทิพย์ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เฟส 1 และเฟส 2 โดยจุดที่เข้าตรวจค้นในวันนี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นสถานที่พักอาศัยของนายจาง ชายชาวจีน
จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า นางเหยียนฟาง หวัง หญิงชาวจีน เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2550 หรือประมาณ 19 ปีที่ผ่านมา และมีบุตรกับนายจาง โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับบุตรรวม 3 คน และเมื่อนำข้อมูลทะเบียนราษฎรและผลตรวจพิสูจน์ DNA มาเปรียบเทียบกับชายไทยที่มีชื่อเป็นบิดาในเอกสาร กลับพบความผิดปกติในเด็กบางราย
จากการตรวจสอบเด็กทั้ง 3 คน เจ้าหน้าที่พบว่า เด็กคนแรกมีผลตรวจ DNA ตรงกับนายจาง บิดาชาวจีนที่ระบุไว้จริง ส่วนเด็กคนที่ 2 อายุ 7 ขวบ ผลตรวจ DNA ไม่ตรงกับชายไทยที่มีชื่อเป็นบิดาในเอกสาร แต่กลับตรงกับนายจางและนางเหยียนฟาง หวัง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นบิดามารดาแท้จริงของเด็ก โดยชายไทยที่ถูกนำชื่อมาใช้รายนี้ถือบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง หรือบัตรเลข 8 และมีข้อมูลว่าเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจกับนายจาง
ขณะที่เด็กคนที่ 3 อายุ 3 ขวบ แม้สูติบัตรและทะเบียนราษฎรจะระบุว่ามีบิดาเป็นคนไทย แต่จากการตรวจสอบพบว่า ชายไทยรายดังกล่าวประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และยอมรับว่าเคยได้รับการว่าจ้างเป็นเงิน 5,000 บาท ให้ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำอย่างละเอียด เพื่อขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องและขั้นตอนการดำเนินการ
ระหว่างลงพื้นที่ตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้สอบถามนายสมเกียรติ วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นชายไทยที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับกรณีเด็กชายชาวจีนอายุ 3 ขวบ โดยเจ้าตัวเล่าว่า ตนทำอาชีพวินมอเตอร์ไซค์อยู่บริเวณซอยอ่อนนุช 11
นายสมเกียรติ กล่าวว่า เมื่อปี 2561 มีเพื่อนร่วมอาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์มาชักชวนให้ไปจดทะเบียนสมรส โดยเสนอค่าจ้าง 5,000 บาท ซึ่งขณะนั้นตนต้องการเงิน จึงตอบตกลง ก่อนจะมีคนนำรถมารับตนและเพื่อนร่วมอาชีพไปยังสำนักงานเขตหลักสี่
เมื่อเดินทางไปถึง ตนได้พบกับนางเหยียนฟาง หวัง หญิงชาวจีน แต่ไม่ได้พูดคุยรายละเอียดกัน โดยอ้างว่าหน้าที่ของตนและเพื่อน มีเพียงการลงชื่อในเอกสารจดทะเบียนสมรสเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบกับหญิงรายดังกล่าวอีก
นายสมเกียรติ ยืนยันว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักนางเหยียนฟาง หวังเป็นการส่วนตัว และในวันที่ไปจดทะเบียนสมรส ก็ไม่ทราบว่าฝ่ายหญิงมีบุตรหรือตั้งครรภ์ อีกทั้งไม่เคยพบเด็ก และไม่ทราบเรื่องการจดรับรองบุตร โดยยืนยันว่าตนไม่ได้เดินทางไปดำเนินการรับรองบุตรด้วยตัวเอง ต่อมาในปี 2564 ฝ่ายหญิงติดต่อให้ตนไปหย่า โดยนายสมเกียรติ ระบุว่า ”ได้รับเงิน 4,000 บาทในการดำเนินการดังกล่าว“
นายสมเกียรติ ยังเปิดเผยอีกว่า ตนมีครอบครัวอยู่แล้ว โดยมีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและมีลูก 3 คน ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว 1 คน ครอบครัวไม่ทราบเรื่องการจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีนในช่วงแรก และเพิ่งมาทราบภายหลังว่ามีการหย่าแล้ว โดยครอบครัวไม่ได้ต่อว่าอะไร
“ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีการนำชื่อของตนไปเกี่ยวข้องกับกรณีลักษณะนี้ จนกระทั่งปี 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปพบที่บ้าน จึงทราบว่าตนถูกตรวจสอบในฐานะผู้ที่อาจถูกนำชื่อไปใช้เป็นพ่อไทยทิพย์“ พร้อมย้ำว่า ”หากรู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ก็คงไม่ตัดสินใจทำตั้งแต่แรก“
ด้านนายหยิงเป่า ชาว อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี เปิดเผยว่า ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนไทยตั้งแต่ปี 2545 ในฐานะชนกลุ่มน้อยและอดีตทหารจีน
นายหยิงเป่า เล่าว่า รู้จักกับฝ่ายหญิงตั้งแต่ปี 2565 หลังมีความสัมพันธ์กัน โดยในช่วงแรกเชื่อสนิทใจว่าเด็กเป็นลูกของตัวเอง หลังฝ่ายหญิงแจ้งว่าตั้งครรภ์ จึงไปดำเนินการรับรองเอกสารที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งทางโรงพยาบาลเป็นผู้จัดเตรียมเอกสารให้ทั้งหมด
นายหยิงเป่า ระบุว่า ตลอดช่วงที่ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ ตนเดินทางไปโรงพยาบาลเพียงครั้งเดียว และไม่ได้เข้าไปติดต่อดำเนินการเรื่องอื่นด้วยตัวเอง อีกทั้งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับฝ่ายหญิง กระทั่งผลตรวจ DNA พบว่าเด็กไม่ใช่ลูกของตน จึงยืนยันว่าจะดำเนินการเพิกถอนการรับรองดังกล่าว พร้อมยอมรับว่า “ผมผิดพลาดไปแล้ว”
ขณะที่ นายจาง ชายชาวจีน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นพ่อแท้ๅ ของเด็ก เปิดเผยว่า ตนเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2553 รวมระยะเวลากว่า 16 ปี โดยที่ผ่านมาเคยทำธุรกิจขนมหวานและบรรจุภัณฑ์ ก่อนจะประกอบธุรกิจผลิตเต้าหู้ขายส่งภายใต้ชื่อวีว่าในปัจจุบัน โดยมีหุ้นส่วนเป็นคนในครอบครัว ซึ่งเป็นภรรยาของน้องชาย นอกจากนี้ยังถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงหนึ่ง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
สำหรับกรณีการใช้ชายไทยเป็นผู้รับรองบุตร นายจาง กล่าวว่า เพิ่งทราบเรื่องดังกล่าว และอ้างว่าภรรยาเป็นผู้คิดและแนะนำให้ดำเนินการจ้างคนไทยมาสวมรอยเป็นพ่อไทยทิพย์ ส่วนรายละเอียดว่ามีการจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เจ้าตัวระบุว่า “ไม่ทราบแน่ชัด”