‘ลูกสาวอาม่าฮวย’แจง ศาลตัดสินคดีเงิน 24 ล้าน ไม่ใช่คดีเงิน 250 ล้าน ก่อนเข้าพบตำรวจปอท.ขอคำปรึกษาเท่านั้น

จากกรณีนางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 84 ปี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางมาวดี ศรีวิรัตน์ ลูกสาว อายุ 55 ปี จำเลย ในคดีนางฮวย ถูกนางมาวดี ถอนเงินในบัญชี เมื่อระหว่างเดือนก.พ.2557 ถึงม.ค.2559 โดยแยกเป็น 2 คดี ทั้งคดีเงิน 250 ล้านบาท และคดีเงิน 24 ล้านบาท ขณะที่ลูกสาวปฏิเสธไม่เคยยักยอกเงินไป โดยศาลมีพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุก 6 กระทง กระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี ในคดีเงิน 24 ล้านบาท ก่อนให้ประกันตัวออกมา

สำหรับความคืบหน้า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.64 นางมาวดี พร้อมนายกฤษฎา อินทามระ ทนายความ เข้ามอบหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่บก.ปอท

นายกฤษฎา กล่าวว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการนำเสนอข่าวออกไปว่า “จำคุกลูกสาวอาม่าฮวย ยักยอกเงินแม่ 12 ปี ไม่รอลงอาญา” โดยศาลอาญาพระโขนง อ่านคำพิพากษาคดีที่นางฮวย เป็นโจทก์ฟ้องนางมาวดีเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ , ปลอม และใช้เอกสารปลอม จากกรณีที่จำเลยได้อาศัยช่วงที่ตนเองเป็นผู้ดูแลอาม่าฮวย ซึ่งป่วยด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โดยร่วมกับพนักงานธนาคารทำการถอนเงินออกจากบัญชีของอาม่าฮวย รวมถึงถ่ายโอนทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง และเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดให้จำคุก 6 กระทง ๆ ละ 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติกรรมแห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุพการี โดยใช้โอกาสที่จำเลยเป็นผู้ดูแลและระหว่างโจทก์เจ็บป่วย ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ อีกทั้งเงินที่จำเลยลักไปเป็นจำนวนสูงมาก นับเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้นแม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ไม่เป็นเหตุให้รอการลงโทษ

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า โดยข่าวดังกล่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริงในคำพิพากษา เพราะคดีที่ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ส.ค. เป็นคดีลักทรัพย์จากบัญชีธนาคารที่มีจำนวนความเสียหายเพียง 24.7 ล้านบาทเท่านั้น มิใช่ 250 ล้านบาทตามที่มีการเสนอข่าวไป และเป็นการนำเสนอข่าวที่ผิดคดี เพราะคดีฟ้อง 250 ล้านบาทยังอยู่ระหว่างพิจารณาสืบพยานจำเลย ดังนั้นทำให้นางมาวดีได้รับความเสียหายอย่างมาก

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า วันนี้จึงเดินทางเพื่อขอคำปรึกษากับพนักงานสอบสวน บก.ปอท.ว่าความผิดดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในข้อหาใดบ้าง โดยไม่มีเจตนาที่จะมาแจ้งความโดยตรง เพียงแค่อยากให้สื่อมวลชนที่ได้นำเสนอข่าวออกไป แก้ไขข้อมูลให้ตรงกับความเป็นจริงให้ถูกต้อง หากแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องตามคำพิพากษาของศาลแล้วจะไม่มีการดำเนินคดีกับสื่อมวลชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน