กลุ่มตำรวจตม. ร้องผบ.ตร. จี้ตรวจเรียกสอบไม่เป็นธรรม หวั่นถูกนำข้อมูลไปใช้คดีอื่นโดยมิชอบ งัดข้อมูลยันมีชาวจีนขอเปลี่ยนวีซ่าปี 65 เพียง 1,200 กว่าราย น้อยกว่าปี 62 มากถึง 18,000 ราย

วันที่ 24 ม.ค.66 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รายงานข่าวแจ้งว่า มีกลุ่มข้าราชการในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อขอความเป็นธรรม หลังช่วงเดือนธ.ค.65 – ม.ค.66 คณะทำงานคำสั่งตร.คดีการเข้าตรวจค้นอาคารจินหลิง, อาคาร LEELA และ อาคาร WIP WUP CAR WASH พบการลักลอบเปิดสถานบันเทิง และมียาเสพติดอยู่ภายในจำนวนมาก เมื่อวันที่ 26 ต.ค.65 โดยมีกลุ่มข้าราชการตำรวจอ้างตัวคณะทำงานตามคำสั่งตร. ระบุว่าการกระทำของผู้ร้องเรียนเข้าข่ายลักษณะการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เจตนาจงใจกลั่นแกล้ง โดยแอบอ้าง จูงใจ ข่มขู่ให้กระทำการหรือให้การโดยมิชอบ รวมทั้งปกปิดข้อเท็จจริงโดยทุจริต ให้ผู้รัองเรียนกรณีดังกล่าวได้รับความเสียหาย

โดยเจ้าหน้าที่ดังกล่าวโทรศัพท์มาแจ้งอ้างว่า เป็นพนักงานสอบสวนและคณะทำงานตามคำสั่งตร.ไม่ทราบเลขคำสั่ง ในคดีอาญาที่นายฮวง ไฮ่ เท่า เป็นผู้ต้องหา โดยแจ้งทางโทรศัพท์ให้เข้าพบ เพื่อสอบสวนปากคำ ในฐานะพยาน แยกเป็นสถานที่ต่างๆ กัน โดยไม่มีหมายเรียกพยานหรือเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งทราบจากการหาข้อมูลภายหลังว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้น่าจะเป็นคณะทำงานรับผิดชอบคดีเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.65 อัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งว่าสำนวนคดีอาญาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร ตาม ป.วิ.อาญา ม.20 ทำให้อำนาจการสอบสวนและพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในสำนวนคดีอาญาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคืออัยการสูงสุดเป็นพนักงานผู้รับผิดชอบแทนพนักงานสอบสวนชุดเดิม จึงมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนหนึ่งคนใดในบช.น.หรือบช.ก. หรือ บช.สอท.หรือ บช.ปส. ทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการ ปัจจุบันเชื่อว่ายังไม่มีการส่งให้กับ พล.ต.ท.ธิติ หรือหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อนำไปรวบรวมไว้ในสำนวนคดีอาญาดังกล่าว

เจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าวกระทำต่อพวกของตนเองลักษณะเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ โดยกลุ่มผู้ถูกสอบปากคำบางส่วน ถูกเรียกทางโทรศัพท์ให้ไปสอบสวนปากคำก่อนหน้าวันที่ 16 ธ.ค.2565 ระหว่างสอบปากคำ พบว่าเป็นการสอบสวนประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับนายฮวง ไฮเท่า ผู้ต้องหาหรือผู้กล่าวหา และไม่มีประเด็นเกี่ยวกับคดี แต่เป็นการสอบสวนในเรื่องมาตรฐานการทำงานของตม. ในลักษณะจับผิดการทำงาน และลักษณะคำถามนำ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานหรือองค์กร

รวมถึงไม่ดำเนินการสอบสวนบันทึกถ้อยคำในประเด็นที่พวกตนจะให้การแต่อย่างใด จากนั้นสอบถามถึงเหตุผล ได้รับแจ้งจากผู้การสอบสวนตามประเด็นที่มีการกำหนดมาแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงเชื่อโดยสุจริตว่า การสอบสวนดังกล่าว ไม่ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.ธิติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน และยังเชื่อโดยสุจริตอีกว่า พล.ต.ท.ธิติ ไม่ได้รับรู้หรือรู้เห็นในการกำหนดประเด็นการสอบสวนคดีอาญาดังกล่าวนี้ เพราะประเด็นการสอบสวนปากคำของพวกตนเอง ไม่มีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องในคดีอาญาดังกล่าว และไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ที่สอบสวนพวกตนเองเป็นพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม มีรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่แอบอ้างเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจที่ ทำการสอบสวนทั้งหมด 7 นาย ตั้งแต่ระดับพ.ต.อ.-ร.ต.อ.

ขณะที่มีรายงานข่าวระบุอีกด้วยว่า กลุ่มข้าราชการในสังกัดสตม. เห็นว่าเป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติ เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มบุคคลในตำแหน่งบางตำแหน่ง ซึ่งถูกเรียกไปสอบสวนปากคำ และมีลักษณะกลั่นแกล้งหรือจงใจให้ถูกดำเนินคดี หรือได้รับความเสียหายและเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่มีความเป็นธรรม โดยประเด็นที่น่าเคลือบแคลงสงสัยในการถูกสอบสวน มีดังนี้ ในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนยื่นขอเปลี่ยนวีซ่าเพื่ออยู่ต่อฯ มากที่สุด จำนวน 18,880 คน รองลงไปคือปี 2563 จำนวน 15,677 คน แต่เมื่อปี 2564 และปี 2565 กลับมีจำนวนเพียง 1,227 คน และ 4,471 คนตามลำดับ จากสถิติ 2 ปีดังกล่าว รวมกันยังน้อยกว่าปี 2562 ถึง 3 เท่า แต่เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบ หรือเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน และเหตุใดจึงเลือกสอบสวนเฉพาะ บก.ตม.4 และ บก.ตม.5 เท่านั้น

นอกจากนี้ จากการเดินทางเข้ามาของคนจีน การขอเปลี่ยนและขอต่อวีซ่า ขณะเดินทางเข้ามา หรือเมื่อมายื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ ตม. ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะเข้ามาเพื่อมากระทำผิด แต่หากเข้ามา หรือได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนวีซ่าแล้ว หากไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ต้องเป็นไปตามหลักการของตม. และถูกดำเนินคดี ถูกเพิกถอนวีซ่า เช่น กรณีมีการจับกุมผับจินหลิง พบมีคนจีนใช้บริการ 200 กว่าคน ขณะเข้าประเทศ เจ้าหน้าที่ไม่อาจทราบได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผับจินหลิง แต่เมื่อมาเกี่ยวข้องและกระทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี หากยังมีวีซ่าอยู่ก็ต้องถูกเพิกถอนและถูกส่งกลับประเทศจีน

กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบดังกล่าวกับสถานศึกษา หรือมูลนิธิของคนจีน ซึ่งได้รับการอนุญาตจากบก.ตม.อื่น ๆ ให้ครบทุกหน่วย หาใช่เพียงแต่ดำเนินการตรวจสอบกับ บก.ตม.4 และบก.ตม.5 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนวีซ่าให้ชาวจีนของ บก.ตม.4 และ บก.ตม.5 ในปี 2563 ถึงปี 2565 เกิดขึ้นตามเหตุผลและความจำเป็น ตามเอกสารและหลักเกณฑ์ที่กำหนดทางกฎหมาย กรณีการกล่าวหาว่ามีการให้วีซ่า โดยเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มจีนเทา เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนจีนกรณีของนายตู้ห่าวนั้น ก็ไม่มีรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับใคร อย่างไร จึงไม่อาจเหมารวมกล่าวหาว่าชาวจีนที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อประเภทมูลนิธิหรือศึกษาในสถานศึกษาทั้งหมดทุกคนว่าเป็นอาชญากรหรือจีนเทาได้

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับกรณีการตรวจลงตรา (Visa) ของข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่ามีลักษณะที่อาจเอื้อประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกต่อบุคคลบางกลุ่มหรือไม่ ซึ่ง ผบ.ตร.สั่งการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มอบหมายคณะกรรมการจเรตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีหน้าที่และอำนาจในการรวบรวมข้อมูลและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เพื่อประกอบการพิจารณาของผบ.ตร.

ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งตร.ดังกล่าวที่ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ได้มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ยังคงกระทำการเรียกข้าราชการตำรวจในสังกัดสตม. ไปทำการสอบสวนโดยไม่มีอำนาจ ทั้งนี้ จึงกราบขอความเป็นธรรมมาเพื่อพิจารณาระงับยับยั้งการกระทำที่มิชอบเหล่านี้เป็นการเร่งด่วนและได้โปรดพิจารณาสั่งการให้มีการเรียกตรวจสอบเอกสารคำให้การของพวกตนเอง ซึ่งยังอยู่ในความครอบครองของกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ทำการสอบปากคำตนเอง ก่อนที่เอกสารดังกล่าวจะถูกนำไปใช้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และได้โปรดพิจารณาระงับยับยั้งการดำเนินการในทางคดีอาญาใดๆ รวมไปถึงการกระทำอันอาจมิชอบด้วยกฎหมายอื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน เพื่อประโยชน์แก่ความยุติธรรมต่อไป

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน