สายไหมต้องรอด พาผู้ช่วยพยาบาลสาว เข้าแจ้งความหลังถูก อดีตสามีโหด เจ้าหน้าที่เขต ทำร้ายร่างกายต่อหน้าลูกสาววัย 7 ขวบ
เมื่อวันที่ 6 ก.ค.66 นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้พา น.ส.วรรณา(นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ผู้ช่วยพยาบาล เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.สายไหม หลังถูกอดีตแฟนหนุ่ม เจ้าหน้าที่เขต ทำร้ายร่างกายต่อหน้าลูกสาววัย 7 ขวบ ซ้ำยังขู่ฆ่าหลายครั้ง
น.ส.วรรณา เล่าว่า เคยคบหากับอดีตสามีรายนี้มานาน 5 ปี และมีลูกด้วยกัน 1 คน แต่ตลอดเวลาที่คบกัน อดีตสามีมีอารมณ์รุนแรง มักจะด่าทอ ทำร้ายร่างกายตนเองต่อหน้าลูกสาวเป็นประจำ จนตนเองทนไม่ไหว ตัดสินใจเลิกรากันเมื่อ 2 ปีก่อน
แต่ก็ถูกอดีตสามีตามรังควาญผ่านทางโซเชียลมีเดีย ตนเองก็พยายามหลบหน้ามาตลอด เมื่อฝ่ายชายหาตนเองไม่เจอ ก็จะโทรศัพท์ไปข่มขู่จะฆ่าตนเองผ่านทางพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ต้องมารับรู้เรื่องเหล่านี้จนไม่สบายใจ บางครั้งก็ข่มขู่จะทำร้ายแฟนคนปัจจุบันของตนเอง บางครั้งอดีตสามีเห็นรถจักรยานยนต์ของตนเองจอดก็จะทำไปทำลายรถ ซึ่งตนเองเคยเข้าแจ้งความไปแล้วเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่คดีก็ยังไม่คืบหน้า และอดีตสามียังบอกอีกว่า ไม่กลัวติดคุก เพราะเคยติดคุกมากแล้ว
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ขณะที่ตนเองกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน ระหว่างทางบังเอิญเจอกับอดีตสามี ฝ่ายชายจึงตะโกนด่าทวงรถจักรยานยนต์อีกคันที่อดีตสามีเคยให้พ่อตัวเองใช้ แต่พังไปแล้ว ฝ่ายชายจึงถีบรถจักรยานยนต์ที่ตัวเองขี่อยู่จนล้ม แล้วไปรับลูกสาว ก่อนจะตามกลับหาตนเอง
แล้วปรี่เข้ามาทำร้ายร่างกาย บีบคอ ตีหน้า ต่อหน้าลูกสาว 7 ขวบที่พยายามเข้ามาห้ามผู้เป็นพ่อด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ทำให้ตนเองสงสารลูกเป็นอย่างมาก เพราะลูกต้องอยู่กับความรุนแรงของพ่อมาโดยตลอด และหลังเกิดเหตุอดีตสามียังโพสต์เฟซบุ๊กว่า “ได้ออกกำลังกายรู้สึกดี” ไม่ได้สำนึกผิด
ซึ่งลูกสาวยังอยู่กับอดีตสามี ครั้งนึงลูกถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง อดีตสามีจึงโพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่าจะให้ลูกพกมีดไปโรงเรียน ตนเองกลัวว่าลูกจะซึมซับพฤติกรรมความรุนแรง จึงไปร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามอดีตสามีเข้าใกล้ตนเอง และศาลให้มีคำสั่งห้ามเข้าใกล้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แต่ยังไม่มีคำสั่งเรื่องการเลี้ยงดูบุตร
ทั้งนี้ปัจจุบันลูกสาวมีอาการป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ต้องทำความสะอาดทุกวัน ตนเองในฐานะเป็นแม่และเป็นผู้หญิง จึงอยากให้ลูกมาอยู่ในความดูแลของตนเอง
นอกจากนี้เมื่อเช้าที่ผ่านมา ตนได้แจ้งเรื่องไปยังสำนักงานเขต เพื่อให้ต้นสังกัดรับทราบพฤติกรรมของสามี แต่ได้รับแจ้งว่าอดีตสามีเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราว ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ และปัจจุบันอดีตสามีก็ยังทำงานอยู่ เกี่ยวกับดูแลพัฒนาชุมชน
ขณะที่นายเอกภพ เปิดเผยว่าอยากให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. เข้ามาดูแล แยกเด็กออกจากพ่อ เพราะพ่อมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงชัดเจน และตามปกติสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรควรเป็นของแม่เด็ก
รวมถึงอยากให้ผู้อำนวยการเขตต้นสังกัดผู้ก่อเหตุ มีมาตรการหรือตรวจสอบวินัยของบุคลากรในสังกัด ไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็ควรดำเนินการทางวินัยหรือไล่ออกทันที ไม่ควรเอาไว้
ขณะที่พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี รองผู้กำกับการสอบสวน สน.สายไหม ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่เชิญตัวอดีตสามีรายนี้มาสอบปากคำถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทันที ก่อนจะดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์
ต่อมานายชาย (นามสมมุติ) อายุ 39 ปี เดินทางเข้าพบฝ่ายสืบสวน สน.สายไหม โดย เปิดเผยว่าเรื่องบาดหมางที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว ทะเลาะวิวาทกันมานานแล้ว ตั้งใจไม่ตั้งใจไม่รู้ พูดอะไรมากไม่ได้ เรื่องมันนานมาแล้ว แต่ติดใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องลูก
ไม่พอใจที่ฝ่ายหญิงอยากจะได้ลูก เพราะฝ่ายหญิงดูแลลูกไม่ได้ ไม่มีเวลาดูแล ตนเองมีเวลาดูแลลูกมากกว่า ส่วนที่ทะเลาะกันเมื่อวานเป็นการทะเลาะวิวาท บันดาลโทสะ โมโหที่ฝ่ายหญิงด่าทอ พูดจาไม่ดีหลังจากที่ตนเองทวงรถ เรื่องขู่ฆ่าก็เป็นเรื่องเก่านานมาแล้ว เป็นเรื่องไร้สาระ ตนก็แค่โมโห และฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ตาย