หนุ่มบริษัทเอกชน ถูกร้อยโท-จ่าทหาร รุมทำร้ายร่างกาย คาร้านสุกี้ ร้องสายไหมต้องรอด เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ตร.เผยโทรไปแล้ว ยังถูกพูดจาไม่ดี
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2566 ที่ซอยสายไหมซอย 38 พนักงานบริษัทเอกชน 2 คน ซึ่งเป็นผู้เสียหายถูกทหารแซงคิว แย่งโต๊ะในร้านสุกี้ย่านวงเวียนใหญ่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา ก่อนยกพวกรุมทำร้ายร่างกาย เหตุเกิดคืนวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมาแต่คดีไม่คืบหน้า และเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเข้าร้องทุกข์กับเพจสายไหมต้องรอด ให้ช่วยเหลือติดตามคดี
ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยรู้จักกับกลุ่มผู้ก่อเหตุมาก่อน แต่หลังจากเกิดเรื่อง ตนกลับได้รับการประสานจากตำรวจสน.สมเด็จเจ้าพระยา ขอให้รับเงินเยียวยาจากกลุ่มผู้ต้องหา เพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยยอมความ แต่ตนไม่ต้องการรับเงินและยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
หลังจากนั้นตนก็ทราบว่าในจำนวนกลุ่มผู้ก่อเหตุ 4 คน เป็นนายทหาร 2 นาย คนนึงยศร้อยโท ตำแหน่งรองหัวหน้าชุดต่อต้านข่าวกรอง อีกคนยศจ่า ไม่ทราบสังกัดชัดเจน อีกทั้งยังมีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุเคยเมาแล้วทะเลาะวิวาทลักษณะนี้มาก่อนในพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์
เมื่อสอบถามไปยังผู้บังคับบัญชาของคู่กรณี เพื่อสอบถามถึงบทลงโทษก็ได้รับคำชี้แจงว่า ได้ทำโทษทางวินัยทหารนายดังกล่าวด้วยการกักขังเป็นเวลา 7 วันแล้ว แต่หากผู้เสียหายไม่พอใจก็จะต้องไปดำเนินคดีฟ้องศาลเพื่อให้มีคำสั่งลงโทษใหม่
ตนมองว่าการเป็นทหารแต่กลับมาทำร้ายประชาชนเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อีกทั้งบาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บอยู่บริเวณใต้ตา เย็บ 8 เข็ม ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นถึงปัจจุบัน มีอาการตาพร่ามัว มองเห็นเพียง 85-90% ต้องรักษาต่อเนื่อง
จึงรู้สึกว่าการแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายของตำรวจ เป็นโทษที่เบาไป อยากให้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากกว่า อย่างไรก็ตามตนเกรงว่าคดีจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จนถึงตอนนี้ตนรับว่าหลังเกิดเหตุไม่กล้าไปนั่งกินสุกี้ที่ร้านอีกแล้ว เพราะมีความระแวงและกังวล กลัวจะถูกทำร้ายอีก
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า ได้สอบถามไปยัง พล.ต.ต.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผบก.น.8 ทราบว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ และโทรสอบถามนายทหารรายดังกล่าว เพื่อให้มาพูดคุยไกล่เกลี่ย ตาม พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 2526
แต่นายทหารดังกล่าวกลับพูดจาไม่ดี ฝ่ายสืบสวนจึงเห็นว่าคงไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ และได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 1 ไปแล้ว ให้เข้ามารับทราบข้อหาภายใน 15 วัน ครบกำหนดในวันนี้ ซึ่งหากเจ้าตัวไม่มา ก็จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ไปตามขั้นตอนต่อไป