บิ๊กต่าย แถลงจับยาเสพติด บช.น. สถิติจับสูงสุด ปัดถูกนายก “อุ๊งอิ๊ง” ทาบรับตำแหน่งผบ.ตร. แจงเข้าพบหารืองานแก้ปัญหายาเสพติด
วันที่ 22 ส.ค. 67 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร.พร้อม พล.ต.ท.สําราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น.
แถลงข่าวปฏิบัติการระดมปิดล้อมตรวจค้นยาเสพติด ระหว่างวันที่ 14 – 22 ส.ค.67 โดยมีผลการปฏิบัติปิดล้อมตรวจค้นชุมชนแพร่ระบาด ยาเสพติด 216 เป้าหมาย จํานวนเครือข่ายยาเสพติดที่เข้าดําเนินการปราบปราม จํานวน 41 เครือข่าย
โดยมีผลการจับกุมรวมทุกข้อหา จํานวน 321 คดี ผู้ต้องหา 332 คน – จับกุมตามหมายจับ 8 คดี ผลจับกุมข้อหาร้ายแรง จํานวน 166 คดี ผู้ต้องหา 177 คน สมคบ,สนับสนุนฯ 3 คดี จําหน่ายฯ 34 คดี ครอบครองฯ 129 คดี ผลจับกุมข้อหาไม่ร้ายแรง จํานวน 155 คดี ผู้ต้องหา 155 คน ครอบครองเพื่อเสพ 13 คดี
ตรวจยึดของกลางยาเสพติด 142 คดี ยาไอซ์ 331 กิโลกรัม ยาบ้า 9,563,320 เม็ด คีตามีน 97 กิโลกรัม ตรวจยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่ารวม จํานวน รถยนต์ 4 คัน รถจักรยานยนต์ 3 คัน คอนโดมิเนียม 1 หลัง ทองคํา 4 รายการ โทรศัพท์มือถือ 22 เครื่อง อาวุธปืน 2 กระบอก เครื่องกระสุน 43 นัด รวมมูลค่า 12,642,400 บาท
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วน และจัดการปัญหา ยาเสพติดอย่างเด็ดขาดในทุกระดับ
ทั้งการปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายสําคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจของประชาชนให้สูงขึ้น โดยให้มีผลชัดเจนภายใน 90 วัน ทางบช.น.ได้มีการระดมกวาดล้างได้มากที่สุดกว่าทุก บช.น.
“เป็นเป้าหมายจากการสืบสวนจับกุมมาขยายผลนำมาสู่ 41 เครือข่ายและค้นจุดตรวจค้นกว่า 300 เป้าหมาย โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้ค้ารายย่อย ส่วนผู้กระทำความผิดรายใหญ่ทีข้อมูลดำเนินการอยู่แล้ว แต่ยาเสพติดแพร่ไปสู่ชุมชนหมู่บ้านจึงต้องติดตามจับกุมผู้ค้ารายย่อย ระหว่างจับกุมต้องติดตามตัวผู้เสพเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัด นอกจากนี้อยากให้ผู้ปฏิบัติอยากได้ข้อมูลจากพี่น้องประชาชนโดยปกปิดไว้เป็นความลับ เพื่อดูแลและแก้ไขปัญหายาเสพติดดังกล่าวให้หมดไป” รองผบ.ตร. กล่าว
ด้านพล.ต.ท.สําราญ กล่าวว่า ทุกรายมีการขยายผลยึดทรัพย์จับกุม ถ้าไม่นับกองบัญชาการเฉพาะทาง บช.น. ถือเป็นอันดับ 1 สามารถยึดทรัพย์ได้ 1,000 กว่าล้านบาท ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ ยืนยันว่าเป็นการกำชับปฏิบัติ ให้ดำเนินการจับกุมได้ดังกล่าว
เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวว่ามีการเดินทางเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 ว่า ตนถูกเรียกไป ขับเคลื่อนเรื่องยาเสพติดเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งตนคิดว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเน้นหนักเข้มข้นเรื่องการปราบปรามยาเสพติด และรูปแบบปัจจุบัน ที่เรามุ่งไปที่ ผู้เสพ ซึ่งเรียกว่า demand ที่จะต้องนำตัวไปบำบัดรักษา
เรื่องของการคุ้มค่าอาละวาดทำร้ายร่างกายกันคือเป้าหมายที่ต้องหาตัวนำไปดำเนินการตามขั้นตอน และจำคุก แต่สิ่งเหล่านี้มาจากพ่อค้ายา ตอนเจ๋งมุ่งเป้าไปที่พวกรายย่อยถือเป็นนโยบาย
นอกจากนี้จะต้องรอฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล จะมีเรื่องใดบ้างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องดำเนินการขับเคลื่อน ในระหว่างนี้ไม่มีสูญญากาศตำรวจยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป ตามที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้วางนโยบายและแนวทางปฎิบัติเอาไว้
ตนเองก็มีหน้าที่ปราบปรามเรื่องการพนัน บ่อนพนันออนไลน์ พวกเงินกู้ผิดกฎหมาย แก๊งทวงหนี้ และยาเสพติด เป็นสิ่งที่ตนต้องเดินหน้าซึ่งเป็นหน้าที่ของตน ส่วนรอง ผบ.ตร.คนอื่นก็ดูเรื่องบริหารเกี่ยวกับหางบประมาณการบริหารบุคคลต่างๆ ส่วนรอง ผบ.ตร.ที่ดูงานมั่นคง ก็ต้องปฎิบัติตามหน้าที่อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมีผลการปราบปรามยาเสพติดชัดเจนจะมีการเข้าไปขอคำปรึกษาหรือไม่ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนเชื่อว่าผู้บริหารของบ้านเมือง มั่นใจว่าทุกคนเห็นความสำคัญและมุ่งมั่นจะปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง
เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะทำงานกับรัฐบาลใหม่ได้ ใช่หรือไม่ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า สำหรับตนเองทำได้อยู่แล้ว เพราะมีความสุขกับการทำงาน หน้าที่ใดที่ได้รับมอบหมายก็ทำให้สุดความสามารถ และไม่คาดหวังอะไรในตำแหน่ง
ยืนยันว่าการเข้าพบนายกรัฐมนตรี ไม่มีการทาบทามใด ๆ ร้อยเปอร์เซ็น มีเพียงเรื่องยาเสพติด เพราะมีทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และ ป.ป.ส. รวมถึงสาธารณสุขด้วย เพื่อรับฟังการขับเคลื่อนและสิ่งที่ต้องทำในอนาคตเรื่องมาตรการและแนวทางปฎิบัติ
เมื่อถามเรื่องการแถลงข่าวช่วงนี้มีการทำผลงานอะไรหรือ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ไม่มีการเร่งทำผลงาน เนื่องจากตนรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่อง การป้องกันปราบปรามและ ผอ.ศูนย์อำนายการป้องกันปราบปรามอำนวยการเรื่องยาเสพติดด้วย เรื่องยาเสพติดถือว่าเป็นภัยคุกคาม ต่อประชาชนและเป็นผลกระทบทำให้เกิดบุคคลคลุ้มคลั่งด้วย และมีการระบาดแพร่หลาย จึงเป็นหน้าที่ของตนที่ต้องเดินหน้าปราบปราม ไม่ได้คิดถึงเรื่องการสร้างผลงานใดๆ
เมื่อถามว่ามีการตั้งเป้าในการพิจารณาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่หรือไม่ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า “อย่าถามเรื่องว่าเคยตั้งเป้าเลย เพราะแค่คาดคิดก็ยังไม่คาดคิด เพราะคิดว่าเราเติบโตมา ถึงตรงนี้ได้ ได้ทำงานดูแลตำรวจ และลูกน้องมาจนถึงทุกวันนี้ คิดว่ามีความสุขแล้ว และมีความสุขกับการทำงานก็พอแล้ว แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อะไร แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อะไรก็ทำเต็มสุดความสามารถ ไม่ได้หมายความว่าตั้งความหวังหรือตั้งเป้า หรือความ ทะเยอทะยาน ใดๆทั้งสิ้น”
ส่วนการพิจารณาตำแหน่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สื่อต้องไปถาม กับผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายตำรวจ ในการเสนอรายชื่อต่อที่ประชุม คือท่านนายกรัฐมนตรี จนมั่นใจว่ารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกคนทำงานหนักหนาไม่แพ้กัน ทุกคนต่างมีหน้าที่ และต่างคนต่างทำหน้าที่กันไป การพิจารณาก็อยู่ที่นายกรัฐมนตรีและคณะก.ตร. ว่ามีความคิดเห็นหรือมีมติอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของอนาคต รอง ผบ.ตร.กล่าว

