ผู้กำกับเผย คดี “เจ๊หนิง” และสามีอยู่ในสำนวน ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ยืนยันเจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมาย ไม่มีการกลั่นแกล้งใด ๆ
วันที่ 27 พ.ย. 67 พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ประดับไทย ผกก.สน.พระโขนง เปิดเผยหลังสอบสวนเจ๊หนิงพร้อมสามีว่า การออกหมายจับคือทางเจ้าหน้าที่มีหลักฐานตามสมควร ในส่วนของคดีต้องมีการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งไม่ใช่ว่าทันทีที่ถูกออกหมายจับจะบอกว่าเขามีความผิดเลย เพราะกฎหมายบอกอยู่แล้วว่ากรณีที่ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษา
อีกทั้งศาลก็มีตั้ง 3 ศาลบางครั้งศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้วก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่เพราะสามารถอุทธรณ์และฎีกาได้ การออกหมายจับเป็นแค่หนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่จะเอาตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นอย่าไปมองว่าการที่ศาลออกหมายจับแล้วต้องผิดเลย ส่วนการสอบสวนรวบรวมหลักฐานก็ต้องดำเนินการต่อไป
ส่วนการลักทรัพย์จริงหรือไม่ในคดีแรกนั้น ตนยังตอบไม่ได้เพราะมันเป็นอยู่ในสำนวนการสอบสวน เรื่องการแจ้งความเท็จนั้นก็ต้องไปดูว่ามันเท็จตรงไหน ซึ่งยังอยู่ในสำนวนเช่นกัน แต่อย่าไปมองว่าไปแจ้งความแล้วถูกดำเนินคดี หรือแจ้งความเท็จแล้วจะไม่มีการลักทรัพย์ อันนี้ตนก็ยังตอบไม่ได้ เพราะว่าอยู่ในสำนวนการสอบสวนเช่นเดียวกัน คดีนี้สุดท้ายก็ต้องพิสูจน์กันต่อไปและให้ศาลเป็นคนตัดสิน
ทั้งนี้ต่อให้เป็นใครมาแจ้งความ เจ้าหน้าที่ก็จัดพนักงานสอบสวนไว้แล้วตามการเข้าเวร ชุดไหนเข้าเวรก็รับแจ้งคดีนั้น รับหน้าที่ในการสอบสวนไป ยืนยันว่าไม่มีพนักงานสอบสวนโดยเฉพาะ
ส่วนการที่เขารู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งเป็นสิทธิของเขา แต่ที่ผ่านมาตำรวจยังไม่มีโอกาสได้ชี้แจง แต่ตนยืนยันมาตลอดว่าพนักงานสอบสวนของตนดำเนินการตามกฏหมายทุกขั้นตอน กางตำราทำไปเลยกฎหมายให้อำนาจตรงไหนก็ทำแค่นั้น อย่าไปอ้างว่าใช้ดุลพินิจ
ในส่วนของทรัพย์สินที่มีการหาย ทอง 120 บาท กับสตางค์ 100,000 นั้น ตนไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นแค่สองอันนี้ เพราะอยู่ในสำนวนตนไม่สามารถตอบได้ ส่วนการพิจารณาประกันตัวเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของเขาที่มีกำหนดไว้ในกฎหมาย
กรณีที่วันนี้เขาเข้ามาพบพนักงานสอบสวน ต่อให้มีหมายจับแต่พฤติการณ์เขาพบพนักงานสอบสวนเราก็ต้องมีการพิจารณาไปตามข้อเท็จจริง จะไม่มีการเลือกปฏิบัติและไม่มีการกลั่นแกล้งอะไรทั้งนั้น เป็นหน้าที่ที่ตำรวจต้องทำ และพนักงานสอบสวนต้องทำตัวเป็นกลาง
ตนยังไม่สามารถฟันธงว่าใครผิดถูกได้ เมื่อมีพยานหลักฐานว่าอะไรที่ความผิดก็ต้องดำเนินการไป หลักฐานเบื้องต้นก็มีพอสมควรจึงขอศาลท่านให้หมายจับและอยู่ที่ดุลพินิจของศาล หลังจากที่มีการจับกุมตัวมาแล้วก็ต้องสอบสวนต่อ
ซึ่งกระบวนการสอบสวนยังไม่เสร็จ ต้องมารวบรวมพยานหลักฐานให้ได้หลักฐานชัดเจน จากนั้นจึงจะค่อยมีความเห็นทางคดีอยู่อีกขั้นตอนหนึ่ง ส่วนในเรื่องคดีเดียวกันต่างกันมายังตอบไม่ได้ ตนย้ำว่าไม่สามารถตอบให้รู้รายละเอียดในสำนวนได้
กรณีให้การเท็จ หรือหลานไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ทรัพย์สินที่หายไปไม่ตรงตามสำนวนนั้น การแจ้งข้อหาดำเนินคดีการขอหมายจับ ไปดูองค์ประกอบความผิดของกฏหมาย ถ้าสอบไปแล้วเข้าองค์ประกอบความผิดของกฎหมายก็ดำเนินการขอหมายจับ ส่วนเรื่องมีการลักทรัพย์หรือทรัพย์สิน หรือทรัพย์เป็นอะไร อยู่ในสำนวนการสอบสวน ตอบไม่ได้ จะเอามาเปิดเผยไม่ได้
ทั้งนี้การที่ผู้ต้องหามีหมายจับคดีอื่นก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น ได้ตรวจสอบไปแล้วยังไม่มีทั้งคู่ ทั้งเจ๊หนิงและสามี ถ้าถามว่าทำไมต้องไปตรวจสอบหมายจับคดีอื่น เพราะกรณีที่เขามาปรากฏต่อหน้ามันต้องตรวจสอบทั้งหมดว่า นอกจากคดีเรามีหมายจับที่อื่นไหม
ในส่วนของหลานก็ยังไม่มีหมายจับคดีอื่นเช่นกัน มีเฉพาะหมายจับคดีนี้ ส่วนเรื่องประวัตินั้น ตนเน้นย้ำพนักงานสอบสวนตลอดว่าอย่าไปเอาประวัติของเขามาใช้ในการพิจารณาตัดสินในคดีนี้เด็ดขาด
แม้กระทั่งตอนนี้เขาจะตกเป็นผู้ต้องหา แต่ต้องแยกเป็นคดี ๆ ไป ห้ามเอาพฤติกรรมการทำผิดในคดีเก่ามาตัดสินในคดีนี้ ส่วนหลานจะมามอบตัวหรือไม่ก็เป็นสิทธิของเขา ด้านตำรวจก็จะมีหน้าที่การติดตามตัวตามหน้าที่
- อ่าน เจ๊หนิง-สามี โผล่มอบตัวแล้ว หลังถูก เมียบิ๊กโจ๊ก ฟ้องกลับ อ้างถูกคุกคาม
- อ่าน ด่วน! ศาลออกหมายจับ ‘เจ๊หนิง-สามี-หลาน’ ข้อหาร่วมกันแจ้งความเท็จ
- อ่าน “เจ๊หนิง” ประสานขอเข้ามอบตัวพรุ่งนี้ หลังถูกออกหมายจับแจ้งความเท็จ
- อ่าน เจ๊หนิง ไม่กังวลใจ คดีเมียบิ๊กโจ๊ก ฟ้องกลับ สามียังปิดปากเงียบ หลานจ่อมอบตัวพรุ่งนี้