บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีแนวคิดด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 40 ปี

และล่าสุดได้เปิดตัวโปรเจ็กต์สำคัญ ซึ่งเป็นความร่วมมือ 3 พันธมิตรภาคเอกชนและภาคประชาสังคมไทย นำโดย “แสนสิริ ไร่แสนชัย และบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์” กับโปรเจ็กต์ธุรกิจเพื่อสังคม “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร”

นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แสนสิริ อยากเป็นองค์กรที่จับมือกับภาคีพันธมิตรในการที่จะสร้างตัวอย่างให้เกิดแรงกระเพื่อมให้สังคม ซึ่ง ‘กาแฟ’ ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่แสนสิริต้องกลับมามองว่า ถ้าเราอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทางสังคมในภาพใหญ่ การสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเปราะบาง หรือให้กับเกษตรกรที่เป็นประชากร หรือกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ดังนั้นกาแฟก็ดูเหมือนจะเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่จะสามารถสร้างโอกาสให้กับกลุ่มดังกล่าวได้”

รายงานพิเศษ

สมัชชา พรหมศิริ

 

โดยปี 2557 แสนสิริได้ริเริ่มสนับสนุนกาแฟจากเกษตรดอยผาฮี้ จ.เชียงราย มาผลิตเป็น “แสนสิริ ซิกเนเจอร์ เบลนด์ คอฟฟี่” เพื่อเสิร์ฟใน Sansiri Lounge สำนักงานขาย และในปี 2567 ได้สนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรของวิสาหกิจชุมชนรุ่งเรืองพัฒนากาแฟเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่ โดยมองว่ากาแฟก็เป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ของไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสประสบการณ์กาแฟเทพเสด็จถึงถิ่นต้นกำเนิด

รายงานพิเศษ

นายสมัชชากล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันด้วยความที่แสนสิริได้ขยายการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใน จ.เชียงใหม่ สิ่งที่ประสบเหมือนกัน คือ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกปี จึงมองเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าแสนสิริจะทำคนเดียวได้ จึงได้มองที่จุดเริ่มต้น และพืชที่สามารถปลูกร่วมกับป่าได้ และสามารถชดเชยการปลูกพืชหมุนเวียนที่ทำให้เกิดการเผาไร่ เผาป่าได้ ก็คือกาแฟ ทำให้ในปี 2567-2568 มีโครงการ Future Harvest สนับสนุนต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดี 5,200 ต้น ให้เกษตรกร 15 ราย ในอ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ โดยร่วมกับไร่แสนชัย ซึ่งเป็นที่ปรึกษาและต้นแบบสำคัญในการปลูกและแปรรูปกาแฟพิเศษไทย

รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ

และล่าสุดการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” ซึ่งเกิดจากบริษัทมาตกผลึกว่าการทำกิจกรรม CSR อาจไม่เกิดความยั่งยืน จึงได้รับคำแนะนำจากทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเรื่อง Social Enterprise หรือกิจการเพื่อสังคม ซึ่งสร้างผลลัพธ์ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืนกว่า แต่จะต้องมีการจัดตั้งหน่วยธุรกิจ ซึ่งเป็น ‘วิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่แสวงหากำไร’ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกิจกรรม หรือโปรเจ็กต์เพื่อสังคมให้มีความต่อเนื่อง สร้างรายได้ด้วยตนเอง และนำกำไรที่ได้กลับคืนสู่ชุมชนตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน

รายงานพิเศษ

“แสนสิริ” วางแผนธุรกิจเพื่อสังคมที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ ภายใต้งบประมาณเบื้องต้น 5 ล้านบาท โดยความร่วมมือกับ ไร่แสนชัย-บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ และที่ปรึกษาของสมาคมกาแฟพิเศษ โดยจะเปิดตัว “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” พร้อมไร่กาแฟต้นแบบบนพื้นที่เช่ากว่า 16 ไร่ ที่อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มลงมือปลูกได้ในเดือนพ.ค.2569 ที่นี่จะทำหน้าที่รวบรวมทุกองค์ความรู้ตั้งแต่ ‘ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ’ ไว้ในที่เดียว ทำงานร่วมกับเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อทดลอง พัฒนา และเพาะสายพันธุ์กาแฟพิเศษ

รายงานพิเศษ

ศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้วางโรดแม็ป 5 ปี (2569-2572) จะบรรลุเป้าหมายการเป็น ‘ศูนย์ต้นแบบ’ หรือ Sustainable Model ที่มีระบบถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่การปลูก, การแปรรูป (ผ่านนวัตกรรมอย่าง Biochar และการตรวจสายพันธุ์), การสร้างผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชน, การวางระบบตลาดกลางที่ยุติธรรม จนถึงการบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และสามารถขยายผลและผลักดันองค์ความรู้ด้านกาแฟให้เป็นหลักสูตรในระดับมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือ สร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษในภาคเหนือและประเทศในวงกว้าง

รายงานพิเศษ

ตลอดจนยกระดับกาแฟพิเศษไทยสู่มาตรฐานระดับสากล จุดประกายและเป็นต้นแบบการทำพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ภาคเกษตรอื่นสามารถปรับใช้ได้ สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน จากรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น การคืนถิ่นของแรงงาน และการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และก้าวไปสู่ระดับเอเชียและระดับโลก โดยใช้คุณภาพและความยั่งยืนเป็นจุดขาย

รายงานพิเศษ

ทางด้าน น.ส.ชนัญดา ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ และเป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร กล่าวว่า “มีความยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ซึ่งตลอด 3 ปี ที่เห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาคเหนือมาโดยตลอด เห็นสภาพครอบครัวเกษตรกรชาวไร่กาแฟที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานต้องย้ายจากบ้านเกิดไปทำอาชีพอื่นเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว”

รายงานพิเศษ

ชนัญดา ทวีสิน

 

ในทุกๆ ปี ภาคเหนือของไทย จะต้องเผชิญกับปัญหาการเกิดไฟป่า ควันที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และหนึ่งในสาเหตุหลักเลยก็คือ การทำการเกษตรที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งการปลูกข้าวโพดหรือพืชล้มลุก การเผาไร่ การทำไร่เลื่อนลอยอย่างผิดวิธี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติอื่นๆ ตามมา แต่ในทุกวิกฤตก็มีโอกาสที่ซ่อนอยู่ ที่จะเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรและอนาคตของเราได้ ซึ่งก็คือการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะกาแฟพิเศษ หรือ สเปเชี่ยลตี้ ซึ่งนอกจากจะปลูกได้โดยไม่ต้องถางไร่ถางป่าแล้ว ยังสามารถช่วยให้เดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง และยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยการปลูกกาแฟสเปเชี่ยลตี้ที่มีมูลค่าสูง จะช่วยเลี้ยงปากท้องของชาวไร่ได้

รายงานพิเศษ

“หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไมกาแฟถึงเป็นคำตอบและเป็นทางรอดของป่า เหตุผลหลักๆ คือ ต้นกาแฟมีรากลึกสามารถยึดหน้าดินได้ดี และปลูกร่วมกับไม้ใหญ่ได้ โดยใบไม้จะช่วยคลุมดินเก็บความชื้นได้ดี ช่วยชะลอน้ำป่า”

จากข้อมูลการบริโภคกาแฟของคนไทย 90,000 ตันต่อปี ขณะที่ไทยมีผลผลิตกาแฟ 30,000 ตันต่อปี โดยเป็นกาแฟสเปเชี่ยลตี้ราว 6,000 ตัน ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้ากาแฟถึง 60,000 ตันต่อปี สะท้อนว่าโอกาสทางการตลาดของกาแฟไทยยังมีอีกมหาศาล

รายงานพิเศษ

แสนชัย จูเปาะ

 

ส่วน นายแสนชัย จูเปาะ เจ้าของไร่ Saen Chai Estate เกษตรกรต้นแบบ อ.กัลยาณิวัฒนา สัญลักษณ์ของการเป็นเกษตรกร ที่ปลูกกาแฟควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กาแฟเป็นพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยปกป้องคุณภาพดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ โดยเฉพาะอ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นปอดของเอเชีย การปลูกกาแฟยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น ซึ่งการก่อตั้งศูนย์แห่งนี้ เป็นการลงทุนในคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะนี่คือการสร้างโมเดลที่สามารถเยียวยาสังคม และฟื้นคืนผืนป่าได้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ

บริรักษ์ อภิขันติกุล

 

นายบริรักษ์ อภิขันติกุล ที่ปรึกษาโครงการศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมกาแฟพิเศษไทย กล่าวว่า “ศักยภาพการเติบโตของกาแฟไทย ที่ยังมีช่องว่างอีกมาก มูลค่าตลาดกาแฟของไทยอยู่ที่ปีละ 30,000 ล้านบาท ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แต่ความท้าทายคือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ เราอยากให้เกษตรกรไทยเข้าใจวิธีการผลิต และการต่อยอดไปสู่กาแฟพิเศษ ที่มีคะแนน 85+ และราคาสูงขึ้น 3-5 เท่า ซึ่งเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และเครื่องมือในการควบคุมคุณภาพ เรามั่นใจว่าศูนย์นี้ จะเป็นการเซ็ตมาตรฐานการทำงานของเราให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้เกษตรกร ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างความแข็งแกร่งกับอาชีพ”

รายงานพิเศษ

อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์

 

นายอัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ ตัวแทนปลายน้ำ ในฐานะที่เป็นผู้ที่นำความรู้จากไร่สู่ตลาด กล่าวว่า โดยส่วนตัวทำตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ไร่กาแฟ กลางน้ำ คือทำโรงคั่วกาแฟเองด้วย และปลายน้ำ คือ ทำร้านกาแฟบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ ด้วย ดังนั้น สิ่งที่แรกที่เรามองเห็น คือ กาแฟที่ดีไม่ใช่เรื่องของแค่รสชาติอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ฉะนั้นเรามีความฝันว่าอยากให้กาแฟไทย อย่างบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ ไปสู่ตลาดโลกได้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของเกษตรกร รวมถึงการแปรรูปให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานมากขึ้น

เป็นโปรเจ็กต์สำคัญที่ “แสนสิริ” มุ่งสร้างแรงกระเพื่อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน