แสนสิริประกาศแผนรุก 5 ปี พื้นที่ยุทธศาสตร์ “ภูเก็ต” เปิดตัวรวม 30 โครงการใหม่ คอนโด บ้าน พูลวิลล่า มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท ดันมูลค่าพอร์ตสะสมรวมสู่ 80,000 ล้านบาท

นายภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริเดินหน้ารุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง หลังจากประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการสร้างเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตตลอด 15 ปี

ด้วยแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี นับจากปี 2569- 2573 จะผลักดันการพัฒนาโครงการเชิงรุกด้วยการเปิดตัว 30 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท

แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 13 โครงการ ทั้งบ้าน วิลล่า และพูลวิลล่า มูลค่า 15,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 17 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งต่อปีมูลค่าโครงการจะอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท

“แสนสิริมองภูเก็ตเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักรองจากกรุงเทพฯ จึงต้องการขับเคลื่อนให้มูลค่าพอร์ตสะสมของเราทะยานสู่ 80,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายได้อย่างมั่นคง จากในช่วง 15 ปี ได้ลงทุนไปแล้วมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท รวม 11,000 ยูนิต สถิตินี้พิสูจน์ชัดเจนว่า เราไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาตามกระแส แต่เราคือผู้บุกเบิกและเติบโตร่วมกับคนภูเก็ตมาตลอดกว่าทศวรรษ

เริ่มแผนในครึ่งปีหลังของปี 2569 นี้ พร้อมเปิดตัว 7 โครงการใหม่ แบ่งเป็น คอนโด 4 โครงการ และลักซ์ชัวรี พูลวิลล่า 3 โครงการ ในทำเลศักยภาพ ได้แก่ หาดป่าตอง, สามกอง, เชิงทะเลซอย 3, ป่าสัก, บางโจ, พรุจำปา และหาดราไวย์ เพื่อขยายฐานรับความต้องการรอบเกาะภูเก็ต และครอบคลุมความต้องการในทุกมิติ

คอนโดมิเนียม ใน 4 ทำเลศักยภาพ

o หาดป่าตอง (เริ่มต้น 3.9 – 10.9 ล้านบาท)

o หาดราไวย์ (เริ่มต้น 4.99 ล้านบาท)

o สามกอง (เริ่มต้น 2.99 ล้านบาท)

o เชิงทะเล ซอย 3 ในโครงการ “แคนวาซ พาเลท” (CANVAZ Palette Cherngtalay) 2 ห้องนอน เริ่มต้น 8.99 ล้าน)

โครงการ แคนวาซ พาเลท

ครั้งแรกกับลักซ์ชัวรี พูลวิลล่า ประกอบด้วย

o เดอะ เทลส์ บางโจ (เริ่มต้น 45 ล้านบาท)

o เดอะ เทลส์ ป่าสัก

o พรุจำปา

โครงการ เดอะ เทลส์

“ในภาวะตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง คำถามสำคัญคือ “ทำไมลูกค้าต้องเลือกแสนสิริ?” คำตอบคือ Sansiri Brand Trust & Excellence ที่การันตีความคุ้มค่าสูงสุดในแง่การสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าที่สูงและสม่ำเสมอเฉลี่ย 8 – 10% พิสูจน์ด้วยโครงการยอดนิยม เดอะ เบส เชิงทะเล, แคนวาส เชิงทะเท และ เดอะ เบส บูกิต ที่ปัจจุบันมี Rental Yield ในระดับสูงต่อเนื่องและกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผู้เช่ามองหามากที่สุด”

นายภูมิชาย กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีความยืดหยุ่นแข็งแกร่งอย่างชัดเจน โดยมีมูลค่าตลาดรวมที่อยู่ระหว่างการขายที่ 194,000 ล้านบาท ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) เป็นตลาดอสังหาฯ ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย

โดยมีความเร็วในการขายสูงกว่าย่าน Prime หรือ ทำเลทองที่มีศักยภาพตั้งอยู่ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ ถึง 2 เท่า ขณะที่กลุ่มลักชัวรี่ วิลล่า (Luxury Villa) ก็เติบโตอย่างมั่นคงถึง 12.9% (ข้อมูล ณ ครึ่งแรกของปี 2569 โดย CBRE / Knight Frank) ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยความต้องการจริง หรือเรียลดีมานด์จากกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น

“หากเรามองภาพภูเก็ตแบบเปรียบเทียบกับเมืองท่าตากอากาศและจุดจอดเรือ Superyacht ระดับโลก ภูเก็ตในโซน Prime อย่างบางเทาและเชิงทะเล ให้ผลตอบแทนสุทธิ อยู่ที่ 6.0% – 8.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชนะหัวเมืองตากอากาศฝั่งยุโรปอย่าง แซงต์-โตรเปซ์ (3.0% – 4.5%) หรือโมนาโก (1.5% – 2.5%) อย่างขาดลอย เนื่องจากเมืองเหล่านั้นมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนราคาที่ดินที่สูงลิ่วจนเพดาน Yield ต่ำลง และมีช่วงไฮซีซันที่สั้นกว่าภูเก็ตที่มี Footprint ท่องเที่ยวยาวนานถึง 10 เดือนต่อปี”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน