นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ จะเห็นว่าโครงการเปิดตัวใหม่น้อยที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยในกลุ่มราคา 3 ล้านบาทลงไป

อย่างไรก็ดี บริษัทไม่กังวลเรื่องการแข่งขัน แต่กังวลเรื่องอำนาจซื้อของผู้บริโภค เนื่องจากลูกค้าอ่อนแอลง โดยเฉพาะกลุ่มราคา 5 ล้านบาทลงไป ซึ่งกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ช่วง โควิด-19 อีกทั้งในฝั่งของธนาคารผู้ปล่อยสินเชื่อก็เข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น ทำให้ยอดการถูกปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจก) ที่อยู่อาศัยทั้งระบบสูงมาก

โดย ณ ไตรมาส 2 ปีนี้ กลุ่มทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด คอนโดฯ ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ถูกรีเจกสูงถึง 70% ส่วนกลุ่มราคา 3-7 ล้านบาท มียอดรีเจกประมาณ 50% ซึ่งไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากธนาคารพาณิชย์ ได้รับความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อจากอุตสาหกรรมอื่นมา ทำให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น ส่งผลให้โอกาสของคนที่ต้องการซื้อบ้านจะกู้ได้ลำบากขึ้น และการ รีเจก เริ่มรุกลามไปที่กลุ่มผู้ซื้อบ้าน และคอนโดฯ ระดับบนแล้ว 7-10 ล้านบาท ที่ระดับเกิน 10% ไปแล้ว แม้แต่ระดับ 20 ล้านบาทเอง เดิมไม่เคยถูกรีเจกแต่ขณะนี้เริ่มเห็นแล้ว

จากสถานการณ์ดังกล่าวมีผลให้บริษัทต้องปรับตัว โดยเน้นขายโครงการที่เปิดตัวแล้ว ซึ่งปัจจุบันมี 50 โครงการ มูลค่าเฉลี่ยโครงการละ 1,500 ล้านบาท และลดจำนวนการเปิดโครงการใหม่เพียง 1 โครงการ คือ โครงการเพอร์เฟค เพลส ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 45 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยว ขนาดที่ดินตั้งแต่ 50-134 ตร.ว. จำนวน 163 ยูนิต ในระดับราคา 10-18 ล้านบาท ซึ่งเปิดขายไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 120 ล้านบาท เป็นทำเลที่บริษัทมีฐานลูกค้าเก่ากว่า 11,000 ครอบครัว โดยปัจจุบันโครงการพร้อมเปิดให้ชมบ้านตัวอย่าง พร้อมกับจะมีบ้านสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในเดือนส.ค.นี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าจะได้ยอดขายราว 400 ล้านบาทในปีนี้

ขณะเดียวกันได้เลื่อนเปิดอีก 6 โครงการใหม่ไปปี 2568 และทำให้อีกหลายโครงการที่เตรียมเปิดขายในปีหน้าก็จะถูกเลื่อนไปเปิดขายในปี 2569 พร้อมกับอาจต้องปรับประมาณการยอดขายปีนี้ลง จากเป้าหมายเดิม 13,000 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาทำยอดขายได้เพียง 70% ของเป้าหมาย หรือราว 4,000 ล้านบาท จาก 7,000 ล้านบาท

“เรากังวล 2 ข้อ คือข้อแรกลูกค้าอ่อนแอ เป็นเรื่องยากที่บริษัทในฐานะเป็นเอกชน จะไปทำให้ลูกค้าแข็งแรงขึ้น ก็หวังแต่เศรษฐกิจจะดีขึ้น ถัดมาธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งต้องอาศัยรัฐบาลให้เจรจากับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ผ่อนผันอัตราดอกเบี้ย เพราะทุก 1% ของดอกเบี้ยที่ลดลง จะเพิ่มอำนาจในการผ่อนบ้านได้ 11% ดังนั้นถ้าลดดอกเบี้ย 0.25% จะเพิ่มอำนาจซื้อได้ราว 3% รวมถึงการผ่อนผัน LTV โดยยกเว้นบ้านหลังที่ 1 และ หลังที่ 2 จะช่วยให้ลูกค้าซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี รัฐบาลอาจต้องใช้เงินกระตุ้นกำลังซื้อค่อนข้างสูง แต่ถ้าเพียงแบงก์ชาติระงับเกณฑ์ LTV ดังกล่าวไปก่อน 2 ปี และลดดอกเบี้ยเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อ กลับไม่ต้องใช้เงินเลยสักบาท”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน