นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจขณะนี้ไม่ง่าย แต่แสนสิริค่อนข้างได้เปรียบเรื่องแบรนด์ อีกทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บริษัท มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก เพื่อที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด เศรษฐกิจก็หยุดชะงัก ทำให้อำนาจซื้อลดลง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางล่าง ประกอบกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูง 91% กระทบต่อความสามารถในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยของฐานลูกค้ากลุ่มนี้อย่างมาก

ทั้งนี้ ตั้งแต่หลังเกิดโควิด บริษัทได้ปรับสัดส่วนการทำตลาดบ้านแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม โดยเฉพาะในตลาดกลาง-บน มากขึ้น และทำให้ปัจจุบันเป็นสัดส่วนยอดขายหลัก 65-70% และอีก 30-35% เป็นคอนโดมิเนียม และคาดว่าสัดส่วนนี้จะยังดำเนินต่อไปในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ขณะที่ก่อนเกิดโควิด ยอดขายคอนโดมิเนียม 60% บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ 40%

ขณะเดียวกัน ในปี 2567 บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยสูงกว่าปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิ 6,060 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิแล้ว 2,702 ล้านบาท และในปีนี้บริษัทจะมีกำไรจากรายการพิเศษ จากการขายหุ้นสแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง ซึ่งบริษัทถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 71% ให้กับไฮแอท คอร์ปอเรชั่น โดยจะทยอยรับชำระค่าธรรมเนียมล่วงหน้า (Upfront Payment) งวดแรกในเดือนก.ย.-ต.ค.ปีนี้ ก้อนแรก 150 เหรียญสหรัฐ ส่วนอีก 185 และ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทยอยรับชำระในช่วง 4 ปีหลังจากนี้

สำหรับเงินงวดแรกที่ได้บริษัทจะนำไปชำระหนี้ โดยเฉพาะชำระหนี้หุ้นกู้งวเงิน 5,000 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดชำระในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทลดจาก 1.62 เท่า (หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 79,000 ล้านบาท) เหลือ 1.5 เท่า

ขณะที่แผนการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2567 บริษัทเตรียมเปิด 26 โครงการใหม่ มูลค่ารวมมูลค่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งจะผลักดันให้ยอดขายและรายได้ของบริษัทในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายโดยยอดขาย 52,000 ล้านบาท และ รายได้ 43,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายและรายได้แล้ว 25,000 และ 20,000 ล้านบาท ตามลำดับ โดยที่ล่าสุดบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 17,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 7,000 ล้านบาท

นายอุทัย กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ครึ่งปีหลังนี้ ยังเชื่อว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยมองว่าภาพรวมการส่งออกเริ่มดีขึ้น การท่องเที่ยวเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน อีกทั้งรัฐบาลเริ่มเบิกจ่ายเวินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนมีมาตรการส่งเสริมการซื้อบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท และยังคาดหวังว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศผ่อนคลาย LTV สำหรับบ้านหลังที่ 2 และ 3 รวมถึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ ในขณะที่ยังมีปัจจัยลบ โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อกำลังซื้อ แต่อย่างไรก็ดี ในส่วนของลูกค้าต่างประเทศบริษัทไม่กังวล โดยปีนี้ยังคาดว่าจะทำได้ตามเป้าที่รายได้ 8,000 ล้านบาท จากปัจจุบันทำได้แล้ว 4,000 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน