“ศุภจี” เปิดแผนกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าธุรกิจไร้รอยต่อด้วย AI ชูนโยบาย Quick Big Win 7 ด้าน คุมราคาสินค้าเกษตร-ลดค่าครองชีพ-ต่อยอด FTA เร่งดันไทยเป็นศูนย์กลางการค้าภูมิภาค
วันที่ 9 พ.ย. 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในงาน Policy Talk ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “นโยบายด้านการค้าและการพาณิชย์ของรัฐบาล” จัดโดยหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลากหลาย ทั้งดูแลการค้าภายในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และราคาสินค้าเกษตร การบริหารจึงต้องยึดบนหลักของเสถียรภาพและความเป็นธรรม ให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้สมดุลทางเศรษฐกิจ
นางศุภจี ยังได้กล่าวถึงแนวทางบริหารในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วว่า การกำหนดนโยบายต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูล ความเข้าใจทั้งจากภาครัฐ เอกชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อให้นโยบายมีความสมดุลและสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนด 7 นโยบาย Quick Big Win ภายใต้กรอบ 5 เสาหลักของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้แก่
1.เจรจาข้อตกลงภาษีซ้อนกับสหรัฐฯ (Agreement of Reciprocal Tax : ART)
2.การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดน
3.เร่งขยายตลาดใหม่และผลักดัน FTA
4.ดูแลค่าครองชีพประชาชน
5.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร
6.เสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย
7.ปรับปรุงกฎระเบียบและนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ
นางศุภจี ระบุว่า ได้เร่งผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่เข้าถึงประชาชนอย่างไร้รอยต่อ โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตอบคำถามและลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะคำถามส่วนใหญ่จากประชาชนจะมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 80% เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทุ่มเทเวลากับงานเชิงนโยบายที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ด้านการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพ กระทรวงฯ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้นผ่านโครงการลดค่าปุ๋ย ค่ายา “ธงเขียว” และโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฯ ไร่ละ 1,000 ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหามันสำปะหลังที่ประสบโรคระบาด โดยเน้นการแก้ไขตรงจุด และการวางโครงสร้างการผลิตใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น การส่งเสริมโซนนิ่งเกษตร และการพัฒนาโรงสีชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน
ในส่วนของการค้าชายแดน กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดมหกรรม “ธงฟ้าชายแดน” นำสินค้าจาก 7 จังหวัดชายแดนไปจำหน่ายในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ และร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยช่วยกระจายสินค้าชายแดน และหาตลาดใหม่
พร้อมกับดำเนินโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 300 แห่ง และร้านขายยากว่า 3,400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกสามารถซื้อยานอกโรงพยาบาล ทำให้มีค่าใช้จ่ายลดลง คาดช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประชาชนได้กว่า 32,000 ล้านบาทต่อปี
ในด้านการส่งเสริม SMEs และแฟรนไชส์ กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA และกระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านธุรกิจให้แก่ SMEs ทั้งการบริหารต้นทุน สินค้าคงคลัง รวมถึงการใช้เทคโนโลยี ขณะที่การผลักดันแฟรนไชส์ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วจากความพร้อมของการมี Branding ที่ดี โดยกระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับ SME D Bank เพื่อสนับสนุนแหล่งทุนทั้ง franchisor และ franchisee อีกทั้งกระทรวงฯ ยังสนับสนุนการส่งออกของแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันมีการส่งออกแฟรนไชส์ไทยไปแล้วกว่า 30 ประเทศ ของ 48 แบรนด์
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับ “การลงทุนเพื่ออนาคต” โดยด้านการค้ากับต่างประเทศในยุคที่ภูมิทัศน์โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไทยควรมีจุดยืนในการเป็นพันธมิตรและมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศมหาอำนาจที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่างสมดุลและยืดหยุ่นภายใต้ Multipolar World เพื่อรักษาพื้นที่ของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกและสร้างการค้าที่ยืดหยุ่น พร้อมใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไทยได้มีบทบาทสำคัญในระดับเวทีอาเซียนในฐานะประธานการเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลข้ามพรมแดนของอาเซียน หรือ DEFA ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนให้เติบโตได้มากขึ้น
ในด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการค้าสินค้าเกษตรของไทย โดยล่าสุด ไทยได้ลงนามข้อตกลงขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับสิงคโปร์จำนวน 100,000 ตัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ โดยเป็นการยกระดับการวางบทบาทและตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยจากเป็นเพียงแค่ประเทศผู้ขายสินค้าเกษตร สู่ผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ภูมิภาคและโลก
นางศุภจี กล่าวว่า การเป็นผู้บริหารไม่ว่าจะในองค์กรเอกชนหรือหน่วยงานรัฐ แม้ว่าจะมีความแตกต่างของบทบาทหน้าที่ แต่ยังคงมีหลักการทำงานที่เหมือนกัน คือ การเป็นคนที่ต้องเปิดกว้าง ทำความเข้าใจในบริบทของแต่ละที่ที่เข้าไป เคารพบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนั้นๆ และหาโอกาสจากความแตกต่างของตัวเราที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างการทำงาน และพัฒนาองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้