AWC โชว์กำไรไตรมาส 3 โตต่อเนื่อง รายได้รวม 5,193 ล้าน “วัลลภา ไตรโสรัส” ปักหมุดพอร์ตทรัพย์แตะ 2.15 แสนล้าน ดันเอเชียทีค–กลุ่มโรงแรมลักชัวรีหนุนโตแรง เตรียมเปิดเครื่องเล่น “SkyFlyers” และโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก เสริมศักยภาพพอร์ตยั่งยืนรับไฮซีซั่นท่องเที่ยวปลายปี

12 พ.ย. 2568 นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 มีรายได้รวม 5,193 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% (YoY) ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงาน (อิบิทดา) 2,509 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% (YoY) และกำไรสุทธิ 1,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% (YoY)
สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ประสิทธิภาพ ภายใต้โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง และพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลระหว่างกลุ่มธุรกิจหลัก พร้อมขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูง รวมมูลค่าทรัพย์สินถาวร 215,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% (YoY)

ด้วยความสำเร็จจากการสร้างประสบการณ์ความสุขในรูปแบบพิเศษครั้งแรกของโลก “Jurassic World The Experience” ที่โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น แลนด์มาร์กใหม่ระดับโลกที่สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแบบอิมเมอร์ซีฟ
พร้อม Hatch Dome โลกแห่งการเรียนรู้ยุคใหม่ด้านความยั่งยืนให้แก่เยาวชน โดยมียอดจำหน่ายบัตรเข้าชมมากกว่า 200,000 ใบ ในช่วง 3 เดือนแรกหลังเปิดให้บริการ หนุนรายได้ของกลุ่มคอมเมอร์เชียลเติบโตโดดเด่น
ขณะที่กลุ่มโรงแรมและการบริการ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของโรงแรมในกลุ่มรีสอร์ท ระดับลักชัวรี ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการดึงดูดฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 710 ล้านคนจากทั่วโลก ด้านกลุ่มอาคารสำนักงานเติบโตจากกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกด้วยแนวคิด AWC’s Lifestyle Destination ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและขยายฐานผู้เช่าอย่างต่อเนื่อง
พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินคุณภาพ โดยการเปิดโครงการใหม่และแปลงทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เป็นทรัพย์สินดำเนินงาน
โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีทรัพย์สินดำเนินงานเพิ่มเข้าสู่พอร์ตโฟลิโอคุณภาพ ได้แก่ โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย โรงแรม จุบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก โรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา และ Jurassic World: The Experience คิดเป็นทรัพย์สินดำเนินงานเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท ช่วยสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมให้แก่บริษัท ภายใต้โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง
โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.91 เท่า ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้ 2,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% (YoY) และกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (อิบิทดา) อยู่ที่ 1,864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% (YoY) หากไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
ขณะที่รายได้ของกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเพิ่มขึ้น 24.1% (YoY) และกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (อิบิทดา) เพิ่มขึ้น 24.8% (YoY) เป็นผลมาจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าที่เติบโตก้าวกระโดด 44.0% (YoY)
แรงหนุนสำคัญมาจากความสำเร็จของการเปิด “Jurassic World: The Experience” ผ่านความร่วมมือกับทั้งพันธมิตรระดับโลกและพันธมิตรหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งสามารถจำหน่ายบัตรเข้าชมได้มากกว่า 200,000 ใบภายใน 3 เดือนแรก
ส่งผลให้โครงการเอเชียทีคมีรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น 26.3% (YoY) และอัตราการเช่าพื้นที่แตะ 85% เพิ่มขึ้น 15% (YoY) รวมทั้งความสำเร็จของแนวคิด AWC’s Lifestyle Destination ที่มุ่งพัฒนาศูนย์การค้าให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งไลฟ์สไตล์ที่ร่วมยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทำให้กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้ามีอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 9.5% (YoY) สอดคล้องกับรายได้ค่าเช่าของศูนย์การค้าที่เพิ่มขึ้น 15.3% (YoY)
ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงาน เปิดประสบการณ์ใหม่ที่รวมไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์บริษัท ผู้บริหารและพนักงานขององค์กรชั้นนำ สร้างรายได้โตโดดเด่น 14.8% (YoY) และรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น 7.9% (YoY) จากกลยุทธ์การปรับโฉมและพัฒนาอาคารคุณภาพ โดยเฉพาะอาคาร “เอ็มไพร์” ด้วยกลยุทธ์ “The Empire Reimagined” ผสานการทำงาน สุขภาพ อาหาร ศิลปะ และบริการต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน
ขณะที่กลุ่มธุรกิจโรงแรมเติบโตแข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 สร้างรายได้จากทรัพย์สินที่เปิดดำเนินงานปกติ 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จากการรับรู้รายได้ของทรัพย์สินใหม่
เช่น โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย โรงแรม จุบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก และการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของโรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา และรายได้ของโรงแรมในกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรี และโรงแรมอื่นๆ นอกกรุงเทพฯ ที่มีการเติบโต 1.7% (YoY) และ 3.9% (YoY) ตามลำดับ
โดยเฉพาะในจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างเกาะสมุย ที่มีการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโตถึง 7.1% (YoY) จากรายได้เฉลี่ยต่อวัน (ADR) ที่เพิ่มขึ้น ด้วยความร่วมมือผ่านเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก พร้อมทั้งการมีทรัพย์สินคุณภาพสูง ทำให้สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูง (เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และโอเชียเนีย) ได้อย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 บริษัทมีการเติบโตของรายได้ค่าห้องพักจากกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มนี้ 14% (YoY) สูงกว่าการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยที่ 11% (YoY)
นอกจากนี้ ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพควบคู่กับการบริหารต้นทุน ทำให้โรงแรมของบริษัทสามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นในระดับที่สูง อาทิ โรงแรม มีเลีย เกาะสมุย, ไทยแลนด์ มีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 57% บันยันทรี สมุย มีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 50% และวนาเบลล์ เอ ลักซ์ชูรี คอลเลคชั่น รีสอร์ท เกาะสมุย มีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 48%
พอร์ตโรงแรมของ AWC ยังคงแข็งแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม สะท้อนผ่านดัชนีการสร้างรายได้ โดยเฉพาะโรงแรมในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย โดยโรงแรมในหัวหิน มีค่า RGI อยู่ที่ 143 โรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ มีค่า RGI อยู่ที่ 121 และโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต มีค่า RGI ที่ 118
นอกจากนี้ ด้วยความสำเร็จจากการเสริมโมเดลกลุ่มไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มธุรกิจในเครือ อาทิ “เอ-ญ่า รูฟท็อป แอท ดิ เอ็มไพร์” ที่อาคาร “เอ็มไพร์” และการเปิดร้านอาหาร Fossil and Flame ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในไตรมาสนี้ ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 เติบโตต่อเนื่อง 10.9% (YoY)
สำหรับโรงแรมที่เปิดดำเนินงานใหม่ในปีนี้ มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยโรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย สามารถเร่งสร้างกำไรจากการดำเนินงานเป็นบวกได้อย่างรวดเร็วภายใน 2 ไตรมาส นับจากเปิดดำเนินงาน
ในขณะที่โรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าคุณภาพได้ต่อเนื่อง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน (Average Daily Rate : ADR) ในไตรมาส 3 ปี 2568 อยู่ที่ 5,100 บาทต่อคืน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคู่แข่งขันในตลาด พัทยาที่ 3,300 บาทต่อคืน
“การเติบโตของกลุ่มธุรกิจโรงแรมในไตรมาสนี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตที่สมดุล ครอบคลุมทั้งโรงแรมในเมืองและจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก โดยเฉพาะโรงแรมในกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรี ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับแรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตในไตรมาส 4”
นางวัลภา กล่าวและว่า บริษัทยังเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจโรงแรมและการบริการของ AWC ได้รับแรงหนุนจากช่วงไฮซีซั่นที่กำลังมาถึง โดยยอดจองห้องพักล่วงหน้าของพอร์ตโฟลิโอโรงแรมเพิ่มขึ้น 13% (YoY)
โดยเฉพาะในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น จังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้น 17% (YoY) จังหวัดกระบี่เพิ่มขึ้น 11% (YoY) หัวหินและเกาะสมุย 8% (YoY) สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก
พร้อมกันนี้ AWC ยังร่วมสนับสนุนมาตรการภาครัฐ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์น่าตื่นเต้นใหม่อย่างต่อเนื่องที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ด้วยการเตรียมเปิดเครื่องเล่น SkyFlyers ที่มีความสูงเทียบเท่าตึก 30 ชั้นหรือประมาณ 140 เมตร
พร้อมมอบประสบการณ์เสมือนไดโนเสาร์สายพันธุ์บินได้พันธุ์ใหม่ของโลก “การูแดปเทอรัส” ที่ค้นพบในประเทศไทยและเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะพาผู้เล่นสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ในโครงการเอเชียทีค ได้เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงเดือนพ.ย.นี้
รวมถึงยังเดินหน้าสร้างการเติบโต ต่อเนื่องด้วยการเตรียมเปิดโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และโครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตอสังหาริมทรัพย์คุณภาพของ AWC