ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต.ค.ขาขึ้นรับคนละครึ่ง-ชี้เลือกตั้งสะพัด5หมื่นล.ช่วยค้ำศก.ปีหน้า

นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผอ.สถาบันยุทธศาสตร์การค้า ม.หอการค้าไทยเปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ)เดือนต.ค.2568 ว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 44.0 เป็น 44.1 ฟื้นตัวเป็นครั้งแรก แต่ยังไม่ชัดเจนและค่าดัชนียังต่ำกว่า 50 ชี้ให้เห็นว่าภาคเอกชนยังกังวลภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า และปัญหาภัยน้ำท่วม และความขัดแย้งกัมพูชา

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยเปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนต.ค.2568ว่า ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 50.7 เป็น 51.9 ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 9 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการ ทั้งโอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน

เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อมั่นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แม้ยังมีกังวลผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ และความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่ค่าดัชนียังอยู่ต่ำกว่า 100 เพราะผู้บริโภคยังกังวลการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง และสงครามการค้า จึงอามีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นในอนาคตลงได้

“ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้า และเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค.ปรับตัวดีขึ้นถือว่าเป็นช่วงขาขึ้น เป็นผลมาจากมาตรการคนละครึ่งพลัสซึ่งคลอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน เข้ามาช่วยเพิ่มกำลังซื้อ ลดรายจ่ายและกระจายรายได้สู่ร้านค้าท้องถิ่น ทำให้เศรษฐกิจเริ่มขัยบตัวดีขึ้น ผู้บริโภคจึงมั่นใจและเริ่มใช้จ่ายมากขึ้น ขณะนี้คนละครึ่งพลัสทำให้เงินสะพัดข้ามาในระบบเศรษฐกิจแล้ว 2.5 หมื่นล้านบาท และเมื่อสิ้นสุดโครงการคาดว่าคนละครึ่งพลัสและการเติมเงินในบัตรคนจน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 1แสนล้านบาท ส่วนมาตรการท่องเที่ยวเมือง รอง และลดหย่อนภาจะกระตุ้นเพิ่มอีก5 หมื่นล้านบาท น่าจะดันให้จีดีพีไตรมาส4โตเกิน1% อาจทำให้จีดีพีปีนี้โตได้ถึง2.4%ตามเป้ากระทรวงการคลัง โดยปัญหาน้ำท่วมขณะนี้จะกระทบไม่มากไม่เกิน1หมื่นล้าน หรือ ฉุดจีพีดีพีลดลงเพียง0.07% เท่านั้น”

นายธนวรรธน์กล่าวว่าการต่อมาตรการคนละครึ่งพลัสเฟส2 ถือว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะจะมีเม็ดเงินเข้ามาช่วยประครองเศรษฐกิจช่วงยุบสภาซึ่งจะเกิดสุญญากาศทางการเมือง เพราะกว่ารัฐบาทชุดใหม่จะเริ่มใช้งบประมาณอาจจะล่าช้าไปจนถึงเดือนธ.ค.2569 อาจทำให้จีดีพีปีหน้าเติบโตประมาณ2%แต่ต้องจับตามองการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารประเทศ จะมีการแข่งขันที่รุนแรง คาดว่าจะมีเงินสะพัดช่วงเลือกตั้งสูงกว่าปีอื่นๆ อยู่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยค้ำยันเศรษฐกิจไตรมาส1ปีหน้าให้มีโมเมนตั้มเติบโตต่อไปได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน