แพ็กเกจที่ 1 ด้านการเงิน
สนับสนุนสภาพคล่อง SME ผ่านมาตรการค้ำประกันและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อให้เข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น
แพ็กเกจที่ 2 มาตรการภาษี
โดยช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดยปรับมาตรการภาษีศุลกากร จากการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า ตั้งแต่ 1 บาทแรก และเร่งคืนภาษีให้ SME โดยส่วนนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสรรพากร
แพ็กเกจที่ 3 ส่งเสริมการซื้อสินค้าไทย
ซึ่งจะร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคมธนาคารไทย และกรมบัญชีกลาง เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อสินค้าไทย พร้อมนำสินค้าของผู้ประกอบการขึ้นระบบดิจิทัล เพื่อช่วยให้ได้รับสินเชื่อเร็วขึ้น
นายเอกนิติ กล่าว นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังพิจารณานำเงินส่วนที่เหลือจากงบประมาณจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) หลังหักภาระที่ต้องใช้ไปแล้ว มาตั้งเป็นกองทุนค้ำประกันใหม่ เพื่อช่วย SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งผ่อนปรนมากกว่ากลไกการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
“มาตรการนี้จะทำงาน คู่ขนานกับ บสย. ในลักษณะท็อปอัพเพื่อเพิ่มศักยภาพการค้ำประกัน ไม่ต้องตั้งองค์กรใหม่ แต่เป็นกองทุนแยกต่างหาก ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาวงเงินและรูปแบบการบริหารจัดการ โดยผู้ว่าฯ ธปท.อยู่ระหว่างสรุปตัวเลขและรายละเอียด” นายเอกนิติ กล่าว