ท่ามกลางความผันผวนของพลังงานโลก “กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง” เดินหน้าสร้างความเข้าใจถึงบทบาทและภารกิจของกองทุน ในการรักษาสมดุลระหว่าง “เสถียรภาพด้านราคา” กับ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ของประเทศ และสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการดูแลค่าครองชีพประชาชน ตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน ที่จังหวัดชุมพร

พรชัย จิรกุลไพศาล
โดย นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานคลังน้ำมันชุมพร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) มีความจุรวมกว่า 26.5 ล้านลิตร ขนาดใหญ่อันดับ 2 จากทั้งหมด 11 แห่งของบริษัท และคลังน้ำมันชุมพร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) มีถังเก็บผลิตภัณฑ์ 8 ใบ ความจุรวมทั้งสิ้น 9.7 ล้านลิตร พร้อมท่าเทียบเรือของตนเองสำหรับใช้ขนถ่ายสินค้าทางเรือ 1 ท่า

พาสื่อมวลชนดูงาน
วันนี้กองทุนจึงมีคำตอบ ไขข้อสงสัยของหลายคนที่ตั้งคำถามกันว่า
Q : ทำไมต้องเก็บเงินเข้ากองทุน?
A : เพราะกองทุนมีหน้าที่ดูแลรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เพื่อรักษาระดับราคาไม่ให้สูงจนเกินไป ช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน หรือยามเกิดวิกฤตด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การเก็บเงินเข้ากองทุนจึงเป็นการเตรียมความพร้อม สำหรับรักษาสภาพคล่องให้มีเพียงพอ รับมือสถานการณ์พลังงานในอนาคต และป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูงอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อเกิดวิกฤต

รถขนส่งน้ำมัน
Q : การเก็บเงินเข้ากองทุน ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นหรือไม่?
A : ราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่าย ประกอบด้วยหลายส่วน ได้แก่ ต้นทุนเนื้อน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น 40-60% ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาลเพื่อใช้บำรุงท้องถิ่น และค่าธรรมเนียมต่างๆ 30-40% ส่วนเงินที่จัดเก็บเข้ากองทุนมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับโครงสร้างราคาทั้งหมด หากไม่มีเงินกองทุนราคาน้ำมันอาจผันผวนรุนแรง และกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน
Q : เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้น จนเกิดภาวะวิกฤต กองทุนทำอย่างไร
A : กองทุนเปรียบเสมือน “กระปุกออมสิน” ที่เก็บไว้ช่วยเวลาเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ในบางช่วงที่ราคาน้ำมันสูงเกินไป อาจเลือกเก็บเงินเข้ากองทุนน้อยลง เพื่อให้ราคาที่ประชาชนต้องจ่าย ณ ปั๊มน้ำมันลดลงบ้าง เป็นการช่วยให้ไม่หนักกระเป๋าจนเกินไป หรือเปลี่ยนเป็นการอุดหนุน/ชดเชย คือจ่ายเงินออกจากกองทุน เพื่อตรึงราคาขายปลีกไม่ให้เกินระดับที่กำหนดไว้ เป็นการรักษาเสถียรภาพระดับราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท่าเรือ
Q : ทำไมเวลาราคาน้ำมันลงถึงลงช้า แต่เวลาขึ้นกลับขึ้นเร็ว?
A : เพราะราคาน้ำมันขายปลีกไม่ได้ปรับขึ้นลงตามราคา ตลาดโลกแบบรายวัน แต่สะท้อนผ่านต้นทุนต่างๆ ค่าเฉลี่ยราคาต้นทุนน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน ค่าการตลาด ฯลฯ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ต้นทุนสต๊อก (Stock Loss) ซึ่งมีผลต่อจังหวะการปรับขึ้นราคา เพราะเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้น บริษัทน้ำมันต้องซื้อน้ำมันในราคาสูงเข้ามาขาย ทำให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นทันที

ถังเก็บน้ำมัน
แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง น้ำมันเก่าที่อยู่ในสต๊อกยังเป็นราคาสูง (ต้นทุนเดิม) จึงต้องรอการระบาย เพราะหากรีบปรับลดราคาอาจทำให้เกิดการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ที่ส่งผลให้ราคาขายปรับลดช้ากว่าเมื่อราคาตลาดโลกลดลง
อย่างไรก็ดี กองทุนจะเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการค่าการตลาด เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันกระทบผู้บริโภคมากเกินไป ดังนั้น การที่ราคาน้ำมันดูเหมือนจะ “ขึ้นเร็วลงช้า” จริงๆ แล้วเป็นผลจากกลไกต้นทุนที่ต้องประเมินอย่างรอบด้าน ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเหมาะสม
Q : ถ้าไม่มีกองทุนราคาน้ำมันจะเป็นยังไง?
A : รู้ไหมว่า เมื่อปี 2565 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กองทุนต้องอุดหนุนราคาดีเซลถึง 14 บาท/ลิตร เพื่อพยุงราคาหน้าปั๊มให้ประชาชน ทำให้ ฐานะการเงินกองทุนเคยติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 130,000 ล้านบาท เมื่อปี 2565 เป็นหนี้เงินกู้สถาบันการเงินทั้งหมด 105,333 ล้านบาท
ปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้น ฐานะการเงินของกองทุน ฟื้นฟูอย่างชัดเจน ณ วันที่ 9 พ.ย.2568 ติดลบ 12,895 ล้านบาท ซึ่งเป็นการติดลบจากบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) 41,020 ล้านบาท ขณะที่บัญชีน้ำมันเป็นบวก 28,125 ล้านบาท และยังมีหนี้เงินกู้ยืมอยู่ที่ 31,804 ล้านบาท ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี
Q : บัญชีน้ำมันเป็นบวกแล้ว ทำไมยังต้องเก็บเงิน เข้ากองทุน?
A : เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงตลาดโลกยังมีความผันผวนสูง และกองทุนยังมีภาระหนี้เดิมที่ต้องชำระ การเก็บเงินจึงยังคงจำเป็น เพื่อรักษาสภาพคล่องและเตรียมความพร้อมรองรับหากเกิดวิกฤตราคาน้ำมันที่อาจเกิดขึ้นได้อีก เหมือนเช่นสถานการณ์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน หรือสงคราม 12 วันที่เคยผ่านมา
Q : ทำไมต้องเก็บเงินจาก ‘เบนซิน’ เข้ากองทุนมากกว่า ‘ดีเซล’?
A :ข้อเท็จจริงเพราะน้ำมันดีเซล เป็นน้ำมันเชิงเศรษฐกิจที่ใช้ในภาคขนส่งสาธารณะและโลจิสติกส์ จึงจัดเก็บในอัตราที่ต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน แม้อัตราการเก็บเงินจากเบนซินจะสูงกว่าดีเซล แต่ปริมาณการใช้งานของเบนซินกลับน้อยกว่าดีเซลถึงเท่าตัว
โดยประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันเบนซิน/น้ำมันแก๊สโซฮอล์ เฉลี่ย 33 ล้านลิตร/วัน ขณะที่น้ำมันดีเซลใช้เฉลี่ย 65 ล้านลิตร/วัน ดังนั้น แม้จะเก็บเบนซินในอัตราที่สูงกว่า แต่รายรับจากดีเซลก็ยังมากกว่าเบนซินในภาพรวม

คลังน้ำมันพีทีจี
Q : จริงหรือไม่..ว่าเงินจาก ‘เบนซิน’ เอาไปอุ้ม ‘ดีเซลและแอลพีจี’
A : ไม่จริง! เพราะกองทุนมี “ระบบบัญชีแยก” ตามประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้น เงินที่เก็บจากเบนซิน ไม่ได้นำไปอุดหนุนดีเซลหรือแอลพีจี แต่เป็นการสร้างรายรับของกลุ่มน้ำมันเบนซินเข้าสู่กองทุนและสำรองไว้รับมือความผันผวนในอนาคต
หากไม่จัดเก็บเงินจากเบนซิน คำตอบคือ “อาจขาดสภาพคล่อง” ที่จำเป็นสำหรับการดูแลราคาน้ำมันในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันที่รุนแรง
“เงินที่เก็บจากเบนซินเข้ากองทุน จะถูกใช้เพื่อดูแลกลุ่มเบนซินเอง จึงต้องเข้าใจให้ชัดว่า กองทุนไม่ได้นำเงินจากเบนซินไปอุดหนุนดีเซล หรือแอลพีจีแต่อย่างใด”
นายพรชัยระบุว่า ปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของกองทุน ฐานะการเงินฟื้นตัวและดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากในช่วงที่เหลือ ของปีนี้ ราคาน้ำมันตลาดโลกยังทรงตัวในระดับปัจจุบัน คาดว่ากองทุนจะมีฐานะเป็นบวกได้ภายในสิ้นปี และเชื่อมั่นว่าจะสามารถชำระหนี้เงินกู้ธนาคารทั้งหมดได้ตามระยะเวลาที่กำหนดภายในปี 2572 อย่างแน่นอน หรืออาจจะเร็วกว่าที่กำหนดหากราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ผันผวนมากจนเกินไป
สำหรับปี 2569 สกนช.ประเมินทิศทางราคาน้ำมันเชื้อเพลิง มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) เฉลี่ยอยู่ที่ 460-500 เหรียญสหรัฐ/ตัน
กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริง เบื้องหลังน้ำมันทุกหยดที่ส่งถึงมือประชาชน ตอกย้ำบทบาทกองทุนที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานได้อย่างเป็นธรรม