ปตท.เล็งหาพันธมิตร ปรับสัดส่วนการลงทุน คุ้มค่าใช้จ่าย ตั้งเป้ากระแสเงินสดเพิ่ม 100,000 ล้านบาท ในปี 2569 เสริมธุรกิจแกร่ง
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รวมทั้งระดับน้ำมันและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ที่ถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก ปตท.จึงมุ่งเน้นในสิ่งที่มีความถนัด ลดบทบาทธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก
โดย ปตท. อยู่ระหว่างหาพันธมิตร เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุน ให้กับบริษัทลูกกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และบริษัท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) คาดว่าจะดำเนินธุรกรรมเสร็จสิ้นในปี 2569
ทั้งนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทเรือธง (Flagship) รองรับบริบทธุรกิจ ที่เปลี่ยนแปลง แสวงหาหุ้นส่วนทางธุรกิจในระยะยาวที่สร้างมูลค่า และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัท Flagships ควบคู่กับการควบคุมใช้จ่ายและบริหารหนี้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย
“ปตท.ตั้งเป้าหมายมีกระแสเงินสดเพิ่มอีก 100,000 ล้านบาท ในปี 2569 เพื่อรองรับการลงทุนและสภาพคล่องในระยะยาว จากปัจจุบัน สามารถรักษาการดำเนินงานตามแผนได้ในทุกมิติ ทำให้มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นในระดับที่แข็งแกร่ง 413,718 ล้านบาท“
โดยการดำเนินงานตามแผน MissionX จะปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ โดยวางเป้าเพิ่มกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ทั้งกลุ่ม ปตท. ปีนี้รวม 10,000 ล้านบาท จาก 9 เดือนของปีนี้มีมูลค่าประมาณ 8,332 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2570
ในส่วนของการขับเคลื่อน Digital Transformation (AXIS) จะผลักดันการนำดิจิทัล และ AI มาใช้ในองค์กรเพื่อสร้างประสิทธิภาพในด้านต่างๆ พร้อมทั้งพัฒนาองค์กร โดยต้องมีการยกระดับทักษะ (Upskill) และพัฒนาทักษะใหม่ๆ (Reskill) พนักงานอย่างเหมาะสม
AXIS ตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 จากผลการดำเนินงาน 9 เดือนของปีนี้ อยู่ที่ประมาณ 155 ล้านบาท จากเป้าหมายรวมปีนี้คาดอยู่ที่ 200 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปตท. ประเมินแนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกปี 2569 คาดว่ายังไม่สูงมาก เนื่องจากซัพพลายกลุ่มโอเปก พลัส ยังมีกำลังการผลิต ขณะที่สหรัฐก็ยังมีนโยบายไม่ชัดเจน ส่งผลให้ราคาน้ำมันอาจจะทรงตัวอยู่ในระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
อีกทั้งยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เติบโตได้ดีเท่าที่ควร ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันไม่โตตามไปด้วย แม้ไม่มีเรื่องสงครามมาเกี่ยวข้องก็ตาม