ร้านอาหาร หวั่น ขึ้นแวต 8.5% ซ้ำเติมต้นทุนธุรกิจที่ค่าครองชีพ–เงินเฟ้อพุ่ง เสนอรัฐตรึง 7% ให้ สินค้าอาหาร และภาคท่องเที่ยว ไม่ให้กระทบผู้บริโภค
วันที่ 20 พ.ย.2568 นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และ ที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ( แวต ) จาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2571 และเป็น 10% ในปี 2573 ส่วนตัวไม่คัดค้าน เพียงแต่ให้ทบทวน แต่ละภาคธุรกิจ การ ขึ้นแวต 8.5% จะส่งผลกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนภายในประเทศเป็นวงกว้างและจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงได้ เช่นภาคธุรกิจ ร้านอาหาร และสินค้าบริโภคจำพวกอาหารเป็นต้น
ในหลายๆประเทศเช่นในยุโรปหรือประเทศญี่ปุ่นก็ตาม รัฐบาลจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่แตกต่างกันไปเช่นประเทศในยุโรปภาษีมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยอยู่ที่ 20% แต่สำหรับร้านอาหารและอาหารจะอยู่ที่ 9-13% เพื่อไม่ให้กระทบการบริโภคของประชาชนและผู้ประกอบการ
โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งร้านอาหาร SMEs ที่อยู่ในระบบ จะไม่ค่อยมีภาษีมูลค่าเพิ่มขาซื้อ เพราะ วัตถุดิบสินค้าการเกษตรและของสด จะไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มดังนั้นร้านอาหารจะไม่มี VAT นำไปหักลบกับ VAT ขายได้เลยจึงทำให้ทุกวันนี้สภาวะการแบกต้นทุน ภาษีมูลค่าเพิ่มของธุรกิจร้านอาหารสูงมากอยู่แล้ว ซึ่งยังไม่รวมภาษีต่างๆอื่นๆในแต่ละปีอีก
รวมถึงภาคการท่องเที่ยวเช่นโรงแรมที่พักในหลายๆประเทศก็จะแยกอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเช่นกันเพราะเป็นการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวของประเทศ
นายสรเทพ กล่าวว่า อยากขอเสนอหากปรับภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 8.5-10% ในอนาคตควรจะยืนอัตราเดิม 7% ไว้กับภาคธุรกิจร้านอาหารและสินค้าอาหารรวมถึงธุรกิจภาคการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักด้วยไม่เช่นนั้น ภาระภาษีที่ปรับขึ้นจะไปกระทบกับผู้บริโภคภายในประเทศและนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการที่พัก โรงแรม ร้านอาหารเป็นอย่างมาก สุดท้ายจะเกิดสภาวะเศรษฐกิจตรึงเครียดตามมาและจะกระทบเป็นวงกว้างได้