สันติธาร เสนอ ดัน 4 เสา เปิดประตูเศรษฐกิจใหม่โตยั่งยืน ในยุค AI และสังคมสูงวัย

20 พ.ย. 2568- นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา “Prachachat Outlook : Thailand 2026 – ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” ในหัวข้อเสวนา “Geoeconomics – AI Turning Point” ว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป ไทยต้องมองอนาคตร่วมกัน ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคิด เพราะการขับเคลื่อนในอนาคตไม่ใช่หน้าที่รัฐฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของเอกชนและภาคประชาชน ให้ทุกฝ่ายมองภาพเดียวกันว่า ประเทศไทยควรมีหน้าตาอย่างไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อช่วยให้การประสานงานเกิดขึ้นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ

“การหา position ให้ประเทศไทย เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดสำหรับประเทศ องค์กร และตัวบุคคล ไม่ใช่การที่เราไม่เก่งในสิ่งที่ทำ แต่คือการที่เราเล่นเกมโลกแบบเดิม ทั้งที่โลกกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ มีผู้เล่นใหม่ และสถานการณ์ใหม่ เราต้องตอบให้ได้ว่าหลังจากจบรัฐบาลหน้า 4 ปี เราจะอยู่ที่ไหน จะเป็นใครในโลก อยากเห็นรัฐบาลทำให้คนไทยตั้งคำถามนี้กันให้มากขึ้น แล้วลงมือช่วยกันคิดว่าจะเดินไปทางไหน”

นายสันติธาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะเป็นศูนย์กลางด้าน “well-being” ของโลก ทั้ง Longevity และ Healthcare และการใช้ smart technology ควบคู่กับอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น medical devices หรือ wearables ซึ่งทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อกันได้และไทยควรจับจอง เพราะแม้จะขายให้ต่างประเทศไม่ได้ เราเองก็จำเป็นต้องใช้ เนื่องจากกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

โลกและเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยต้อง “เปิดประตูใหม่” โดยหันมาพึ่งพาการเติบโตจากภาคบริการโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้ภาคบริการที่เคยมีผลิตภาพต่ำสามารถยกระดับประสิทธิภาพได้มากขึ้นและสร้างงานจำนวนมาก หากสามารถผลักดันให้แรงงานใช้เทคโนโลยีผ่านการ reskill และ upskill จะนำไปสู่การเติบโตที่มีคุณภาพและกระจายรายได้ได้ดีกว่าเดิม แม้อัตราการเติบโตอาจอยู่ราว 3% แต่เป็นการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนกว่า

เพื่อเดินหน้าเปิดประตูใหม่ให้เศรษฐกิจไทย นายสันติธาร เสนอ “4 เสาใหม่” สำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ได้แก่ เสาแรก New Economies ไทยต้องกำหนด S-Curve ใหม่ให้ชัด ทั้ง AI Economy, Green Economy และ Longevity Economy ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพ การแพทย์ และ wellness ไทยต้องไม่เป็นเพียงฐานผลิตของโลก แต่ต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาในประเทศและเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตมูลค่าสูง

เสาที่สอง New Good Jobs ต้องวัดความสำเร็จด้วยจำนวน “งานดี ๆ” มากกว่าตัวเลข GDP พร้อมสร้างแม่เหล็กดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลก และผลักดัน “ดาวเด่น” หรือสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับโลก ควบคู่กับการสร้างระบบ reskill และ upskill ให้เกิดขึ้นจริง

เสาที่สาม New Markets ในโลกที่ตลาดใหญ่โตขึ้นได้ยาก ไทยต้องสร้างตลาดใหม่ หรือเพิ่มมูลค่าให้สินค้าที่มีอยู่ผ่านการเจาะตลาดเชิงลึก รวมถึงต้องเสริมข้อมูลและความรู้ เช่น การตั้งหน่วย export intelligence เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลเจาะตลาดใหม่

เสาสุดท้าย New Safety Nets เพราะเมื่อโลกาภิวัฒน์ลดลงแต่ทุนเทาไหลเข้า ไทยจำเป็นต้องสร้าง “ตาข่ายรองรับ” เพื่อปกป้องธุรกิจและประชาชน ทั้งด้านการเงิน สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถปรับตัวในยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน