อีอีซี แจงปมรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินสะดุด เหตุต้นทุนพุ่ง-รายได้หด จำเป็นต้องแก้สัญญา ให้โครงการเดินหน้าต่อ จ่อชง ครม. เคาะเงื่อนไขสร้างไปจ่ายไป
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้ชี้แจงกรณีการแก้ไขสัญญา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ว่ายืนยันการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อช่วยเหลือเอกชน แต่เป็นความจำเป็นเพื่อแก้ปัญหา ให้โครงการขนาดใหญ่ของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุหลักที่ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ คือไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ เนื่องจากต้นทุนโครงการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับแผนเดิมที่ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2560
โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ค่าใช้จ่ายในการเดินรถ เพิ่มขึ้นถึง 10% และหลังโควิด-19 รูปแบบการเดินทางของประชาชนไม่เหมือนเดิม ส่งผลกระทบต่อรายได้หลัก อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นที่คาดว่าจะได้รับลดลงจากประมาณ 5.5% เหลือเพียง 1.1% ซึ่งต่ำมาก
“เป็นสาเหตุให้นักลงทุนพิจารณาแล้ว จึงตัดสินใจนำเงินไปลงทุนทางอื่นจะดีกว่า”
แนวทางแก้ไขสัญญา ต้องใช้วิธีขยับการจ่ายเงินเพื่อลดความเสี่ยง ช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อได้ โดยเอกชนยังคงรับความเสี่ยงในการเดินรถและขาดทุน หากไม่มีผู้โดยสาร (PPP Net Cost) แต่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
ขณะที่ ทางอีอีซี เสนอแนวทางการแก้ไขเนื้อหาในสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งต้องนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน เพราะมีภาระผูกพันทางการคลังด้วย
“โดยหลักการจะเร่งให้รัฐจ่ายเงินเอกชนปีที่ 2-3 จากเดิมจ่ายปีที่ 6 ของการเดินรถ เพื่อลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินในช่วงต้นโครงการ ช่วยให้เอกชนสามารถขอเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาระดอกเบี้ยของรัฐ ทำให้เม็ดเงินที่รัฐต้องจ่ายทั้งหมดลดลงประมาณ 20,000 ล้านบาท จากเดิม 40,000 กว่าล้านบาท”