หลักทรัพย์บัวหลวง ประเมินตลาดหุ้นไทยปี 2569 เริ่มทยอยฟื้นตัวจากปัจจัยบวก FDI ดิจิทัล–อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยวโตต่อเนื่อง และส่งออกฟื้น หลังผ่านจุดต่ำสุด พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุน “Barbell Strategy” เน้นหุ้นคุณภาพ-ปันผลสูง และธีมดาต้าเซ็นเตอร์ หนุน SET มีโอกาสขึ้นสู่ 1,440 จุด แม้ยังเผชิญความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและหนี้ครัวเรือนสูง
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่านับตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงกว่า 8% (ณ วันที่ 12 พ.ย. 2568) โดยลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ 1,056 จุด ในเดือนเม.ย. 2568 จากแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ
อาทิ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี, การบริโภคภายในประเทศอ่อนแรง, ความไม่แน่นอนทางการเมือง ตลอดจนความกังวลผลกระทบมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผันผวน
สำหรับช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2568 ทีม Wealth Research ประเมินตลาดหุ้นไทยคาดเคลื่อนไหวในกรอบ โดยยังเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อสินค้าส่งออกบางประเภท อีกทั้งเมื่อพิจารณาในเชิงมูลค่า (Valuation) พบว่า SET Index มีค่า P/E ราว 14.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดภูมิภาคที่ราว 13 เท่า
เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุน
แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุน FDI ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์,ภาคท่องเที่ยวที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปี 2568 รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เที่ยวดีมีคืน” และ “คนละครึ่งพลัส” ทำให้คาดว่าในช่วงปลายปี 2568 SET Index อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 1,280 – 1,320 จุด
ปี 69 ได้ 3 ปัจจัยขับเคลื่อน
สำหรับปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มเห็นการ “ทยอยฟื้นตัว” ในไตรมาสแรก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ปัจจัย ได้แก่
– การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล (Data Center) และอิเล็กทรอนิกส์ (เซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งจะทยอยลงทุนจริงต่อเนื่อง หลังได้รับการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)
– ภาคท่องเที่ยว ที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 2.4% จากปีก่อน โดยเฉพาะตลาดอินเดีย รัสเซีย และยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำ
– ภาคการส่งออก ที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 และมีแนวโน้มฟื้นตัว
จากปัจจัยดังกล่าว หลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงเป้าหมาย SET Index ปี 2569 ที่ระดับ 1,440 จุด คาดกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 90 บาทต่อหุ้น แม้ยังมีปัจจัยกดดัน เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัว,การบริโภคในประเทศทรงตัวจากภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนทางการเมือง

เปิด 4 ธีม ลงทุน
ด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2569 ยังเน้นกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง และ/หรือหุ้นกลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยเน้นไปที่ 4 ธีมหลัก ได้แก่
– กลุ่มผู้นำการเติบโต ธีมดาต้าเซ็นเตอร์-Digital transformation” การเติบโตรอบใหม่ของกลุ่มโรงไฟฟ้า-น้ำ กำลังจะเริ่มต้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจากดาต้าเซ็นเตอร์คาดว่าจะเร่งตัวตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)
สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2567 รวมถึงกลุ่มสื่อสาร คาดเติบโตแกร่งตามกระแส Digital transformation (หุ้น WHAUP, หุ้น GULF, หุ้น ADVANC)
– กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรฯ และกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง โดยนโยบาย Anti-involution ของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีเป้าหมายจำกัดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม หนุนกลุ่มปิโตรเคมี
นอกจากนี้ ระดับ Valuations อยู่ในภาวะถูกมากใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในช่วงวิกฤตปี 2551 ส่วนต่างผลิตภัณฑ์หลักอย่าง HDPE, PP และ PET อยู่ “ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน” (Breakeven) ทำให้โครงการขยายกำลังการผลิตใหม่ชะลอลง และช่วยจำกัด Downside ของราคาส่วนต่าง
ทั้งนี้การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 (manufacturing cycle) จะหนุนความต้องการปิโตรเคมี และกำไรของกลุ่มปิโตรเคมีในปี 2569 เติบโตขึ้น ในขณะที่ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคาดว่ายังแข็งแกร่ง โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์ใหม่จะหนุนอัตรากำไรเพิ่มเติม และการเติบโตกำไร (หุ้น PTTGC, หุ้น SCC, หุ้น ITC)
– กลุ่มที่กำไรคาดเติบโตต่อเนื่อง-ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ (นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก-เกษตรกร) มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้ คาดว่าทยอยออกมาต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มได้ในเดือนม.ค. 2569 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt สำหรับผู้มีรายได้สูงและอยู่ในระบบภาษีราว 4 ล้านคน หนุนการบริโภคเพิ่มเติม
ในขณะที่มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนคาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการรับซื้อหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) จากธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank โดยการจัดตั้ง JV AMC จะทำให้กลุ่มที่ได้ประโยชน์ อาทิ ค้าปลีก (เน้นกลุ่มของใช้จำเป็น), ห้างที่มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ, กลุ่มการเงิน (เฉพาะที่มีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี) (หุ้น CPN, หุ้น CENTEL, หุ้นAOT, หุ้น MTC, หุ้น TIDLOR)
– กลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ-ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นตลาดทุน หลังจากกระทรวงการคลัง เห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินำวงเงินการซื้อขายหุ้น และมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ นำมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นความเชื่อมั่น
ทำให้คาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นตลาดทุนโครงการออมระยะยาวดังกล่าว จะหนุนกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร (หุ้น KTB, หุ้นSCB)
แนะกระจายพอร์ตลงทุน
สำหรับการลงทุนในปี 2569 แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ “Barbell Strategy” โดยกระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ ดังนี้ “ตลาดหุ้น” สัดส่วน 60% (แบ่งเป็นหุ้นไทย 10%, หุ้นต่างประเทศผ่าน DR 50% กระจายทั้งในธีมเชื่องโยง AI ในสหรัฐฯ (เช่น GOOGL0 และ NVDA01) ธีมเศรษฐกิจดิจิทัลในจีน (เช่น TENCENT01) รวมถึงอินเดีย (INDIA01)และเวียดนาม (E1VFVN3001)
ทองมีลุ้นแตะ 78,000 บาท
ในขณะที่ให้น้ำหนักการลงทุนใน “ตราสารหนี้” สัดส่วน 30% และ “ทองคำ” สัดส่วน 10% โดยราคาทองคำยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯ, การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก และแรงซื้อจากกองทุน ETF โดยตั้งเป้าราคาทองคำที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณบาทละ 78,000) ภายในปี 2569 และอาจแตะระดับ 6,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2570 – 2571 ซึ่งสะท้อนว่า “ทองคำ” ได้เข้าสู่ Super Cycle ระยะที่ 3 อย่างสมบูรณ์
เลี่ยงอสังหาฯ-ยานยนต์
ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์ เนื่องจากฟื้นตัวช้าและได้รับผลกระทบจาก ภาระหนี้ครัวเรือนสูง ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอาจต้องอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และการปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนของ BOI เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ