ปตท. เล็งชงบอร์ด พิจารณางบลงทุน 5 ปี ธ.ค.นี้ ชี้ภาษีสหรัฐกระทบเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ โอเปกเพิ่มกำลังการผลิตล้นตลาด คาดราคาน้ำมัน ปี 2569 ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐ

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา 2025 The Annual Petroleum Outlook Forum ปีที่ 14 จัดขึ้น โดยความร่วมมือของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าขณะนี้ ฝ่ายบริหารภายในอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนงบลงทุน ให้สอดคล้องกับแผนลงทุนในช่วง 5 ปี (ปี 2569-2573) ของบริษัท ซึ่งจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) พิจารณาในช่วงเดือน ธ.ค.นี้

“ที่ผ่านมา ปตท. ประกาศทั้งแผนลงทุน 1 ปี และ 5 ปีไปแล้ว และทุกแผนก็เดินหน้าไปหมด วันนี้จะมาดูแนวโน้มว่าต้องปรับหรือไม่ หากมีการปรับจะปรับส่วนไหน เพราะยังไม่เสร็จ 100% แต่ยืนยันแผนลงทุนยังเป็นไปตามเดิม ทุกแผนเดินหน้าไปหมด”

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ขยายเพิ่มเติม เช่น การขยายการลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ซึ่งบริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจเทรดดิ้งแอลเอ็นจีแตะ 10 ล้านตัน ภายในปี 2573 จาก 9 เดือนของปีนี้มีปริมาณซื้อขายกว่า 2-3 ล้านตัน และคาดว่าปีหน้าควรจะปรับเพิ่มมากขึ้นกว่าปีนี้ ส่วนแนวโน้มการปิดบริษัทลูกเพิ่มหรือไม่นั้น มีทั้งปิดและเปิดใหม่ เป็นไปตามแผน

โดยทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. หรือ PRISM Experts ได้นำเสนอบทวิเคราะห์และแนวโน้มทิศทางราคาน้ำมันดิบในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดัน จากทั้งอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนแอ เพราะผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประกอบกับอุปทานจากประเทศกลุ่มโอเปกพลัสและนอนโอเปก ที่เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุปทานล้นตลาด

นอกจากนี้ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีความรุนแรงขึ้น ทำให้ประเทศต่างๆ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยไทยปรับเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น จากปี 2608 เป็นปี 2593 ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% มีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่ไปกับการใช้การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ในการช่วยลดคาร์บอน

ขณะที่น้ำมันยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีใหม่ไฮโดรเจน และโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ใช้ความร้อนที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ที่กำลังการผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ (SMR) มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้พลังงานฟอสซิลและการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และรองรับการเติบโตในอนาคต โดยไทยต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยและใช้ได้จริง การผลักดันการลงทุนสีเขียว การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุน และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน