“มาม่า” เปิดแนวรบ โฟกัสตลาดพรีเมียม-ปล่อยสินค้าใหม่ 10 รสชาติ ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดแตะ 55% พร้อมปั้น “MAMACREW” ทุ่ม Music Marketing ดึงคนรุ่นใหม่ หลังตลาดรวมโตช้า แต่สวนกระแสด้วย มาม่า OK โตทะลุ 30%
นายเพชร พะเนียงเวทย์ กรรมการบริษัท และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ “มาม่า” เปิดเผยถึงภาพรวมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนไทยในขณะนี้พบว่ามีอัตรการบริโภคประมาณ 55 ซอง/คน/ปี ใกล้เคียงปีที่ผ่านมาที่มีการบริโภคประมาณ 54 ซอง
อย่างไรก็ดีมองว่าอัตราการบริโภคคงไม่มากไปกว่านี้แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จในปี 2568 ที่ไม่ได้มีการเติบโต ส่วนมาม่ายังมีการเติบโตบ้างแต่ไม่มากนัก
ขณะที่ภาพรวมการแข่งขันในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จก็เพิ่มขึ้นจากตลาดต่างประเทศ เช่น มาม่าเกาหลี รวมถึงจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย แต่อย่างไรก็ดีมองว่าเป็นการเข้ามาช่วยทำให้ตลาดโดยรวมโตขึ้น และเปิดโอกาสให้มีราคา (price point) ที่กว้างขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพสินค้า เพราะราคาสูงขึ้นรสชาติก็ย่อมต้องเข้มขึ้น และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากขึ้น เช่นที่ผ่านมา มาม่า ได้มีการเปิดตัว ซีรีส์ก๋วยเตี๋ยว ราคาซองละ 25-30 บาท ผู้บริโภคก็ให้การตอบรับดี
ในด้านกลุ่มสินค้าพรีเมียม “มาม่า OK ” (Mama OK) ก็ถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของยอดขายในปีนี้ สามารถสร้างการเติบโตได้สูง โดยปีที่แล้วเติบโตถึง 30% และคาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโตใกล้เคียงกัน ซึ่งปัจจุบัน มาม่า OK ครองส่วนแบ่งตลาดในตลาดพรีเมียมเป็นอันดับ 1 และทำให้มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 10% ของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยรวม ขณะที่คิดเป็นสัดส่วน 20% ของแบรนด์มาม่าเอง
อย่างไรก็ดีเป้าหมายหลักของมาม่าจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเติบโตในกลุ่มพรีเมียมเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้ได้ประมาณ 15-20% จากตลาดรวม ซี่งจะส่งผลให้มาม่ามีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจาก 50% ในปัจจุบัน สู่เป้าหมายสูงสุดที่ 55% ของมูลค่าตลาดรวม ภายใต้กลยุทธ์ทั้งการออกรสชาติใหม่ๆ เพราะคนไทยเป็นคนชอบลองของใหม่ ซึ่งถ้าไม่มีสินค้าใหม่ ผู้บริโภคไทยก็พร้อมที่จะเปลี่ยนไปลองยี่ห้ออื่นตลอดเวลา
ดังนั้นในปี 2569 บริษัทวางแผนจะออกมาม่ารสชาติใหม่กว่า 10 รสชาติ โดยเฉพาะมาม่า OK และก๋วยเตี๋ยว จะมีรสชาติใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่วนมาม่าซอง 7 บาท ก็จะมีรสชาติใหม่ด้วยเช่นกัน
“การออกสินค้าใหม่ถ้าผู้บริโภคชอบรสชาติก็จะมีการซื้อซ้ำ แต่ถ้าไม่ชอบก็กลับไปกินรสชาติเดิม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นยอดขาย และตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่มีความต้องการที่หลากหลาย”
ขณะเดียวกันทิศทางการทำตลาดของมาม่าจะยังคงเน้นทำสิ่งที่ “ท้าทายตลาด” และ “ไม่ทำอะไรเหมือนเดิม” เพื่อสร้างความสนุกและแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ โดยเฉพาะกลยุทธ์ในการยกระดับแบรนด์ “มาม่า” ให้ต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วไป โดยพยายามทำให้ภาพลักษณ์ของการกินมาม่าไม่ได้กินเพื่อ “ประทังชีวิต” แต่กินด้วยความรู้สึกอยากจะกิน และกินแล้วสนุก

ทำให้ล่าสุดมาม่าได้ปรับกลยุทธ์การตลาดครั้งใหญ่ ผ่าน “MAMACREW” พร้อมเปิดตัว 6 พรีเซ็นเตอร์ที่สะท้อนจริต ความจริงใจ และความสัมพันธ์แบบเพื่อนจริง ๆ ได้แก่
อิ้งค์ – วรันธร เปานิล เจ้าหญิงแห่งซินธ์ป็อป
นนท์ – ธนนท์ จำเริญ ตัวพ่อเพลงฮิตแห่งทีป็อป
“เสือร้องไห้” – ครีเอเตอร์ไอเดียจัดจ้าน ขวัญใจคอนเทนต์ไวรัล
นอกจากนี้มาม่ายังได้ถ่ายทอดรสชาติเป็นประสบการณ์ดนตรีครั้งใหม่ผ่านแคมเปญ “Sound of Flavours” โดยได้ร่วมกับ โต๋ – ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ในการสร้างอัลบั้ม 4 เพลง 4 อารมณ์ ซึ่งซิงเกิลแรกคือ “นิดนึงพอ” ขับร้องโดย อิ้งค์-วรันธร เปานิล และพร้อมเปิดโปรเจ็กต์ Collaboration ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี พร้อมกับการใช้ Music Marketing ผ่านการเป็นสปอนเซอร์คอนเสิร์ตจำนวนมาก
รวมถึงจะใช้ Influencer ในการสื่อสารบนสนามใหม่ที่ไม่ใช่ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เป็น TikTok, คอนเสิร์ต และ Creator Scene ซึ่งการมี Influencer หลากหลายช่วยขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น เพราะจากการศึกษาพบว่า Influencer มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก
ประกอบกับปัจจุบันทุกแบรนด์อยากเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ Creator Scene คนรุ่นใหม่ ซึ่ง “MAMACREW” จะเป็นก้าวแรกของการปรับกลยุทธ์การตลาดใหญ่ในครั้งนี้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมป็อปของคนรุ่นอย่างเต็มตัว