KKP มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังน่าเป็นห่วง คาดจีดีพีโตที่ 1.6-1.8% เหตุเครื่องจักรหลักขับเคลื่อน ภาคอุตสาหกรรม ส่งออก และท่องเที่ยวอ่อนแอ เตือนภาคอุตสาหกรรมธงแดงเศรษฐกิจไทยหดตัวเร็ว
วันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดการณ์ตัวเลขขยายตัว (จีดีพี) ที่ 1.6-1.8% ซึ่งต่ำกว่าปีนี้ที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 2% โดยมองว่ายังน่าเป็นห่วง เนื่องจากเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักๆ ทั้งภาคส่งออก และการท่องเที่ยวอ่อนแอ ขณะเดียวกันยังหาเครื่องจักรขับเคลื่อนใหม่ๆมาทดแทนไม่ได้
ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เครื่องจักรขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของไทย 3 ส่วน คือ ภาคการผลิตอุตสาหกรรม, การบริโภค, และการท่องเที่ยว อ่อนแรงลงอย่างมาก
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในประเด็นของหนี้ ซึ่งสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ติดลบต่อเนื่องมาหลายไตรมาสส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ รวมทั้งประเด็นโครงสร้างประชากรประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้กระทบต่อภาคการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าคงทน อาทิ บ้าน และรถที่อาจจะชะลอลง ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณนี้แล้วจากยอดขายบ้านและรถที่เริ่มลดตัวลง
รวมทั้งประเด็นที่ต้องติดตาม คือ นโยบายการคลังที่ลดลง โดยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ใกล้แตะเพดาน 70% การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการคลังจะทำได้ยากขึ้น และหากไม่มีการปฎิรูปทางการคลัง ทั้งด้านรายได้และรายจ่าย ก็จะกระทบต่อระบบในวงกว้าง รวมถึงระดับความน่าเชื่อของประเทศด้วย
“ในปีหน้าไทยอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง และยังน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากดูจากประเทศในภูมิภาคเดียวกันแล้ว ซึ่งหากเราไม่ทำอะไรเลย จากมูลค่าจีดีพีไทยที่เป็นอันดับ2ของภูมิภาคก็จะถูกแซง มีโอกาสไปอยู่อันดับ 5 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องระยะสั้นหรือกระตุ้นระยะสั้น แต่เป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ซึ่งปีหน้าก็จะมีการเลือกตั้ง คาดหวังให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลมีแนวทางและนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ การหาทางที่จะออกจากปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร และการหาเครื่องจักรใหม่ๆ
ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่หลังวิกฤตโควิด-19 เริ่มมีปรากฎการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ คือ เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเติบโตช้าลง และคาดว่าจะโตช้าลงอีกเมื่อเทียบกับในอดีตและเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเศรษฐกิจไทยเป็นหนึ่งในนั้น
จากข้อมูลล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนตุลาคม 2025 คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วจะโตได้ใกล้เคียงเดิมจากเฉลี่ย ที่ 1.6% ในปี 2024 เป็น 1.5% ในปี 2030 ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจะเติบโตลดลงจาก 4.8% เหลือเพียง 3.8% (รูปที่ 1)
โดยปกติแล้วนักเศรษฐศาสตร์จะมีความเชื่อว่าประเทศกำลังพัฒนาควรจะเติบโตได้เร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว จากฐานที่ต่ำกว่า โอกาสในการเพิ่มผลิตภาพที่มากกว่า โอกาสในการสะสมทุนเพิ่มเติมและแนวโน้มของประชากรที่ยังเติบโตและสามารถเพิ่มผลิตภาพได้
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะหลังสร้างความกังวลว่า “เศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาจะไม่สามารถ “ไล่ทัน” หรือ “catch up” ประเทศพัฒนาแล้วได้เพราะประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มโตช้าลงในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มโตดีขึ้นต่อเนื่อง คำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมปรากฎการณ์นี้จึงเกิดขึ้น และประเทศกำลังพัฒนาจะมีทางออกในการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปอย่างไร
นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP Research โดย เกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ย้อนกลับไปที่โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีต ซึ่งสามารถแบ่งเศรษฐกิจออกเป็น 3 ส่วนตามมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจหรือการจ้างงาน ได้แก่ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ พัฒนาการของแต่ละภาคเศรษฐกิจจะเป็นตัวแบ่งระดับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมออกเป็น 3 ระดับ
ตั้งแต่ 1. สังคมเกษตร หรือเศรษฐกิจขั้นปฐมภูมิ (Primary Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นในแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตหลักโดยมีการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมสูงที่สุด
2.สังคมภาคอุตสาหกรรม หรือ เศรษฐกิจขั้นทุติยภูมิ (Secondary Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานมากขึ้น ทุนกลายเป็นปัจจัยการผลิตหลัก แรงงานภาคเกษตรลดลงและย้ายเข้ามาอยู่ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นและอาศัยโมเดลการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นเครื่องจักรหลักของเศรษฐกิจ
3.สังคมภาคบริการ หรือ เศรษฐกิจขั้นตติยภูมิ (Tertiary Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมลดลง หรือที่เรียกว่ากระบวนการ Deindustrialization เพราะรายได้แรงงานสูงขึ้นจนแข่งขันได้ยากขึ้น แรงงานส่วนใหญ่ย้ายไปทำงานในภาคบริการหรือเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและย้ายส่วนของการผลิตจริงกลับไปยังประเทศเศรษฐกิจทุติยภูมิแทน

ลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ
ในอดีตการพัฒนาเศรษฐกิจโลกรวมทั้งไทยอาศัยการเติบโตจากช่วงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยภาคอุตสาหกรรมมักเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการเติบโตเร็วกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น เนื่องจากลักษณะสำคัญคือเป็นสินค้าที่สามารถค้าขายระหว่างประเทศได้ (Tradable) ทำให้เกิดแรงกดดันในการพัฒนาศักยภาพจากการแข่งขันจากต่างประเทศ และลักษณะธุรกิจมักได้ประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนเมื่อผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้น (Economies of Scale) ภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นความหวังของประเทศกำลังพัฒนาในการเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงทันกับประเทศพัฒนาแล้ว
กระบวนการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบันที่เกิดขึ้นเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วในอดีต หรือเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเหล่านี้ยังพัฒนาอยู่ในระดับรายได้ปานกลาง เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่อธิบายว่าทำไมประเทศกำลังพัฒนาถึงเริ่มเติบโตช้าลงในระยะหลังและเริ่มมีรายได้ที่ห่างจากประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น โดยประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์คล้ายคลึงกันจากข้อมูลพบว่าผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ในระดับสูงกว่าภาคบริการและภาคเกษตร
จากโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าว แม้การหดตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกระบวนการปกติของการพัฒนา แต่ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศและไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากแนวโน้มนี้ คือ
1. การเข้าสู่ Deindustrialization เกิดขึ้นตอนระดับรายได้ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วในอดีต สำหรับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาข้อมูลเริ่มชี้ให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมกำลังหดตัวงอย่างรวดเร็ว หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้จะพบว่าภาคอุตสาหกรรมไทยเคยเติบโตได้เร็วกว่าประเทศอื่นในช่วงทศวรรษ 1980 – 2000 แต่ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาก็เริ่มหดตัวลง ซึ่งสอดคล้องกับไปประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชีย ขณะที่ในช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มหดตัวเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวจะพบว่าภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มหดตัวในช่วงรายได้ที่ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือมาเลเซียที่กำลังจะเป็นประเทศรายได้สูง และหดตัวลงมากกว่าประเทศอื่นอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย
2.ผลิตภาพแรงงานในภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ชะลอตัวลงเร็วในระยะหลัง และมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ แม้การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน อย่างไรก็ตามในช่วงหลังผลิตภาพแรงงานของไทยกลับเริ่มโตช้ากว่าประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะหลังโควิด-19
ในมิติของตลาดแรงงานพบว่า สัดส่วนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยยังน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ในช่วงระดับรายได้เดียวกัน โดยอยู่เพียง 15% ของแรงงานทั้งหมด เทียบกับ 25 – 30% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าบอกว่า ภาคอุตสาหกรรมเริ่มหดตัวก่อนที่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลต่อผลิตภาพแรงงานที่สูงขึ้น จะเกิดขึ้นเต็มที่เหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว
แนวโน้มทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยอาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และด้วยขนาดของภาคอุตสาหกรรมที่ใหญ่ในเศรษฐกิจไทย เมื่อเริ่มหดตัวก็เป็นสาเหตุที่เศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมาเติบโตได้ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
และทำไมการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมถึงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็นในประเทศกำลังพัฒนาและกำลังพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ มาจากบทความล่าสุดของ Dani Rodrik นักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายทฤษฎีที่น่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียุคใหม่อาจทำให้ประโยชน์ที่ประเทศต่าง ๆ ได้จากกระแสโลกาภิวัตน์เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตลดลงและทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถยึดโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมได้
กระบวนการโลกาภิวัฒน์และพัฒนาการด้านเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยปกติแล้วการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศรายได้น้อยมักเริ่มพัฒนาจากภาคอุตสาหกรรม ที่ไม่ซับซ้อนและใช้สัดส่วนแรงงานสูงเป็นหลัก
ก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับอุตสาหกรรมให้ซับซ้อนมากขึ้น มีการใช้ทุนและเทคโนโลยีมากขึ้นเป็นลำดับโดยกระแสโลกาภิวัตน์ในช่วงหลายทศวรรษเอื้อให้เกิดการยกระดับเศรษฐกิจอย่างมากจากการพัฒนาของห่วงโซ่อุปทานโลก และการใช้ประโยชน์จากความถนัดและทรัพยากรของแต่ละประเทศ
สำหรับเศรษฐกิจไทย ได้อาศัยประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์อย่างเต็มที่เช่นกัน กระแสโลกาภิวัตน์ที่ได้ช่วยหนุนเสริมเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยสอดคล้องไปกับการเปิดประตูสู่ตลาดโลกของโทย โดยเฉพาะในช่วงหลังจากปี 2001 ที่จีนเข้าร่วม WTO และเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งไทยก็ได้เป็นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนั้นเช่นเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยเติบโตจากประเทศยากจนเข้าสู่ประเทศรายได้ปานกลางได้ เริ่มต้นจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ในช่วงทศวรรษ 1980 – 1990 ด้วยการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่น รวมไปถึงการขุดพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่สุดท้ายนำมาสู่ 3 อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของไทยในปัจจุบัน คือ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้การไต่บันได การผลิตแบบอดีตทำได้ยากขึ้นและต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น คือ 1) เทคโนโลยีการผลิตสินค้าที่ก้าวหน้ามากขึ้นในปัจจุบันและต้องการแรงงานทักษะต่ำลดลงเรื่อยๆ 2) โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่ซับซ้อนมากขึ้นก็เพิ่มการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมระหว่างประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
บทบาทการดูดซับแรงงานของภาคอุตสาหกรรมในฐานะภาคเศรษฐกิจที่จะยกระดับผลิตภาพของแรงงานอย่างในอดีตเริ่มลดลง ในทางตรงข้าม ผลิตภาพแรงงานของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แท้จริง กลับเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และทำให้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของภาคอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้องแข่งขันกันมากขึ้น และนำไปสู่การหดตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เร็วขึ้นในที่สุด
KKP Research ประเมินว่าสาเหตุที่ทำให้การหดตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งตัวขึ้น เกิดจาก 2 แนวโน้มสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ได้แก่ 1. โลกาภิวัตน์ย้อนกลับ (Deglobalization) และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากจีน การชะลอตัวลงของโลกาภิวัตน์สะท้อนชัดเจนจากการค้าโลกต่อขนาดเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงและแนวโน้มสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทำให้การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโดยอาศัยการส่งออกทำได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ในปัจจุบันจีนยังก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งสำคัญของภาคการผลิตทั่วโลกรวมทั้งไทย เนื่องจากจีนมีกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมากโดยปัจจุบันการผลิตจีนคิดเป็นมากกว่า 30% ของการผลิตสินค้าทั้งโลก โดยจีนไม่สามารถขายสินค้าในประเทศได้จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯจากปัญหาสงครามการค้า ส่งผลให้จีนมีการส่งออกสินค้าราคาถูกไปยังประเทศต่าง ๆ และไทยเริ่มขาดดุลการค้ากับจีนมาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังโควิด-19 หรือมากขึ้นประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี
2.การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งสำคัญกำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น โครงสร้างการผลิตไทยมีความเปราะบางกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลกค่อนข้างมาก ตัวอย่างที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมรถยนต์จากเดิมที่ไทยอาศัยเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเป็นฐานการผลิตมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังเข้ามาตีตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาฐานการผลิตจากไทยอีกต่อไป ปัจจุบันจีนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในไทยเกือบ 20% ในปัจจุบันคือรถยนต์ไฟฟ้า เทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่อยู่ในระดับ 10% เท่านั้น
ภาพคล้าย ๆ กันนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ที่เผชิญความท้าทายจากกระแสพลังงานสะอาดในปัจจุบัน หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและฐานการผลิตบางส่วนถูกย้ายไปยังประเทศที่มีแรงงานราคาถูกกว่าไทย
ทั้งนี้เมื่อภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถดูดซับแรงงานหรือยกระดับรายได้อย่างในอดีตอีกต่อไป โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร? หรือทางออกของเศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ต้องพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมอีกต่อไปแล้ว?
เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนกลับไปจะพบว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้ทยอยเปลี่ยนแปลงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านทั้งการหดตัวลงของภาคการผลิตและการขยายตัวของภาคบริการจากภาคการท่องเที่ยว ความสำคัญที่มากขึ้นของภาคบริการมาทดแทนภาคอุตสาหกรรมเห็นได้ชัดจาก
ทั้งในมิติของ 1.แรงส่งต่อการเติบโตของ GDP (Contribution to growth) ที่ในช่วงปี 2011 – 2019 แรงส่งจากภาคบริการ คือ 3.2ppt เทียบกับภาคการผลิตที่ 0.5ppt 2.สัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของภาคบริการต่อขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากประมาณ 55% ในปี 2011 เป็น 62% ในปัจจุบัน
และ 3.ในมิติของตลาดแรงงาน โดยในช่วงที่ผ่านมาที่แรงงานสามารถย้ายไปยังภาคบริการได้ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่อาศัยกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่ขยายตัวขึ้นเร็ว ในช่วงหลังปี 2012 เป็นต้นมา แม้ว่ามูลค่าเพิ่มและผลิตภาพของแรงงานในภาคท่องเที่ยวอาจไม่สูงมากนักแต่ยังสูงกว่าภาคเกษตรและชดเชยการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมได้บ้างในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเพื่อทดแทนภาคอุตสาหกรรมอาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว จากหลายเหตุผล เพราะการแข่งกันดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงของทุกประเทศ โดยมีจีนเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญด้วยมาตรการฟรีวีซ่าของจีนไปยังนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ส่งผลให้ล่าสุดคนไทยในปี 2024 หันไปเที่ยวจีนมากขึ้นประมาณ 3 เท่าเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 จากประมาณ 5 แสนคนต่อปี เป็นมากกว่า 2 ล้านคนในปีที่ผ่านมาและคาดว่าในปีนี้จะแตะถึง 3 ล้านคนในปีนี้ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยลดลงอย่างมีนัยวสำคัญเหลือเพียง 40% ของช่วงก่อนโควิด-19 เท่านั้นในปี 2025
แนวโน้มทั้งหมดนำมาสู่คำถามที่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันนี้หากเศรษฐกิจไทยไม่มีภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้วและภาคการท่องเที่ยวไม่สามารถขยายตัวได้ดีเหมือนเดิม หรือหากภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้จริงภาครัฐควรทำ
อย่างไร KKP ประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันไทยยังไม่พร้อมในการทิ้งให้ภาคอุตสาหกรรมหายไปทันทีจากหลายเหตุผล คือ
1) ภาคบริการที่ไทยพึ่งพาแทนภาคอุตสาหกรรมเป็นบริการมูลค่าเพิ่มต่ำ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งโดยปกติมักมีระดับรายได้ต่อหัวเฉลี่ยที่ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม และลักษณะของภาคบริการเป็นภาคบริการที่ให้บริการเฉพาะในประเทศและไม่สามารถส่งออกหรือขยายกิจการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้แบบการส่งออกสินค้า โดยจะพบว่าภาคบริการส่วนใหญ่ในไทยเป็นบริการแบบเก่าต่างจากบริการในประเทศพัฒนาแล้ว
2) ภาคบริการโดยปกติมีการเติบโตของผลิตภาพที่ต่ำกว่าภาคการผลิต เนื่องจากภาคบริการส่วนใหญ่เป็น Non-tradable goods และไม่มีแรงกดดันในการแข่งขันจากต่างประเทศ ทำให้ความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภาพมีไม่มาก
3) ไทยขาดแรงงานทักษะสูงที่พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ภาคบริการมูลค่าเพิ่มสูง แม้ว่าภาคบริการหลายกลุ่มในสมัยใหม่จะมีลักษณะที่สามารถเติบโตและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ตัวอย่างเช่น การให้บริการทางการเงิน การให้บริการด้านคำแนะนำทางกฎหมาย แต่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมจากทั้งแรงงานทักษะสูงที่อยุ่ในระดับต่ำและความสามารถในการดึงดูดแรงงานทักษะสูงที่ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
นอกจากนี้การปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดหายไป อาจเป็นทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดโดยในทางปฏิบัติภาครัฐควรพิจารณาสาเหตุของการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมผ่านการศึกษาเชิงลึก เพื่อแยกกลุ่มว่าอุตสาหกรรมใดไม่สามารถแข่งขันได้ หรืออุตสาหกรรมใดยังมีศักยภาพในการแข่งขันได้
และมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างเหมาะสมในระยะยาว รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนทางตรงในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยเน้นเป้าหมายที่อุตสาหกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจในประเทศได้มาก
ในมุมกลยุทธ์การพัฒนา KKP ประเมินว่าไทยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะพัฒนาภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการแต่สามารถพัฒนาควบคู่กันไปได้ ซึ่งในหลายประเทศมีภาคบริการและการท่องเที่ยวที่โตไปพร้อมกับภาคอุตสาหกรรม
ทางออกสำหรับปัญหานี้ คือ เศรษฐกิจต้องคิดอย่างจริงจังถึงโมเดลการพัฒนาใหม่ที่ไปมากกว่าการผลิตเพื่ออาศัยตลาดส่งออกตามแบบเดิม KKP มีข้อเสนอแนะว่ามีนโยบาย 3 ด้านที่ภาครัฐไทยต้องเร่งดำเนินการในปัจจุบัน
ด้านแรก คือ การทำความเข้าใจภาคอุตสาหกรรมและหานโยบายช่วยชะลอตัวหดตัวของภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ โดยเน้นความเข้าใจในมิติความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
ด้านที่สอง คือ การหาเครื่องยนต์ใหม่ทดแทนอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังชะลอตัวลง โดยแบ่งเป็นทั้งนโยบายดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง และพิจารณานโยบายส่งเสริมทางเลือกในการเติบโตใหม่ๆ
โดยเฉพาะพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงและบริการมูลค่าเพิ่มสูงที่เป็นตัวนำการเติบโตได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ IT Outsourcing / Software engineering ในอินเดีย ธุรกิจ Finance / Tech services ในสิงคโปร์ ธุรกิจ IT Export ใน Ireland โดยต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าไทยมีโอกาสสร้างความสามารถการแข่งขันในด้านใด
ด้านที่สาม คือ การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคเศรษฐกิจใหม่ได้จริง ทั้งในมิติของแรงงานที่ต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษา นโยบายปรับปรุงคุณภาพแรงงาน พิจารณาผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศ และการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านความง่ายในการทำธุรกิจ ลดการคอร์รัปชัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ