ประเทศไทยมีความซับซ้อนของกฎระเบียบ และกฎหมายการใช้ประโยชน์จากที่ดินเวนคืน ทำให้การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีขนส่งมวลชน หรือ Transit-Oriented Development (TOD) ของภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจของไทยมีปัญหา เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โครงการลงทุนระบบขนส่งของรัฐไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
ระหว่างวันที่ 26-30 พ.ย.2568 นายพัฒนพงษ์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ รองผู้ว่าการด้านบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. พร้อมด้วย นายสุทัศน์ สิขเรศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ รฟม.และผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ได้นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางไปยังมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเยี่ยมชมและศึกษาโมเดลการพัฒนาเมืองที่มุ่งเน้นสร้างพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าให้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตแบบครบวงจร หรือ TOD (Transit-Oriented Development) ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดในไทย

ดูงานบริเวณสถานี Taganawa Gateway
ดูโปรเจ็กต์สถานี Shinagawa
โดยได้เข้าเยี่ยมชมโครงการก่อสร้างสถานี Shinagawa และสถานี Taganawa Gateway City ที่องค์กรพัฒนาและฟื้นฟูเมืองของญี่ปุ่น หรือ Urban Renaissance Agency (UR) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจรับผิดชอบด้านการพัฒนา การวางผังเมือง และการฟื้นฟูพื้นที่เมือง
Moritani Koichiro รองประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ UR ฉายภาพให้ฟังว่า การพัฒนา TOD รอบรถไฟฟ้าที่มหานครโตเกียวประสบความสำเร็จได้ เพราะประชากรญี่ปุ่นกว่า 60% นิยมเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าต่างจากไทยที่นิยมใช้รถยนต์ ที่ผ่านมา UR มีแผนพัฒนาเมืองน่าอยู่รอบสถานีรถไฟฟ้าในญี่ปุ่นกว่า 1,000 แห่ง ล่าสุดอยู่ระหว่างพัฒนา TOD ระหว่างสถานี Taganawa Gateway และสถานี Shinagawa ใจกลางกรุงโตเกียว บนพื้นที่ 30 เฮกเตอร์ มูลค่า การลงทุน 100,000 ล้านเยน หรือคิดเป็นมูลค่าลงทุนไทย 25,000 ล้านบาท เพื่อเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งสาธารณะแห่งใหม่

Noriyoshi Yamagami
แบ่งพื้นที่ก่อสร้างออกเป็น 3 ส่วน คือพื้นที่เชิงพาณิชย์ 85% ที่อยู่อาศัย 10% และพื้นที่สีเขียว 5% โดย UR เป็นผู้ก่อสร้างที่พักอาศัยและสาธารณูปโภค ขณะที่บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออก (JR East) ก่อสร้างอาคารพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยภาครัฐให้เงินอุดหนุนแก่เอกชนในการลงทุน และได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาในรูปของมูลค่าทางเศรษฐกิจที่หมุนเวียนในระบบเท่านั้น โดยการก่อสร้างออกเป็น 2 เฟส จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 20-30 ปี
โอกาสนี้ UR ได้พาคณะเยี่ยมชมสถานี Taganawa Gateway City ซึ่งเป็นสถานีต้นแบบ TOD ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง สร้างขึ้นในรูปแบบมิกซ์ยูสกลางกรุงโตเกียว ประกอบไปด้วยห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ สวนสาธารณะ โรงแรม สำนักงาน ที่พักอาศัยสำหรับนักธุรกิจต่างชาติ ที่สร้างขึ้นในดีไซน์ล้ำสมัยภายใต้คอนเซ็ปต์สถานที่แห่งอนาคต โดยมีการปรับใช้เทคโนโลยีอย่างแอปพลิเคชั่น ระบบ OS และนำรถอัตโนมัติเคลื่อนที่ให้บริการผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ทดลองเล่นกัน
ชมศูนย์ฝึกอบรมระบบราง
จากนั้นได้เยี่ยมชมศูนย์ฝึกอบรมระบบรางของบริษัท โตเกียว เมโทร จำกัด หรือที่เรียกว่า Tokyo Metro Academy โดย Noriyoshi Yamagami ผู้จัดการสำนักงานบริหารที่รับผิดชอบแผนกธุรกิจระหว่างประเทศ Tokyo Metro ได้พาเยี่ยมชมม็อกอัพ (Mockup) แบบจำลองเสมือนจริงรถไฟฟ้า และตู้จำหน่ายบัตรโดยสาร และบรรยายให้ฟังถึงการบริหารจัดการหลักสูตรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ด้านการเดินรถไฟของบริษัทผู้ให้บริการรถไฟใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในมหานครโตเกียว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคลากรป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมขนส่งระบบรางได้อย่างมีศักยภาพ โดยปัจจุบัน Tokyo Metro Academy ได้เปิดสอนหลักสูตรออนไลน์ เพื่อสามารถรองรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากทั่วโลก สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในองค์ความรู้ด้านการเดินรถไฟของบริษัท ทั้งยังเปิดโอกาสให้ Tokyo Metro Academy ได้กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากทั่วโลกอย่างไร้ขีดจำกัดอีกด้วย

Taganawa Gateway City
นายพัฒนพงษ์ระบุว่า รฟม.จะนำโมเดลการพัฒนาสถานี Shinagawa และ Takanawa Gateway City ไปปรับใช้ให้เข้ากับโครงการก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณรอบๆ รถไฟฟ้าของไทย โดยในปัจจุบันกฎหมายต่างๆ ได้เปิดช่องให้ รฟม. สามารถนำพื้นที่บริเวณรอบสถานีรถไฟฟ้าไปพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องได้ นอกเหนือไปจากการเดินรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ รฟม. สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการให้บริการ รวมถึงนำไปสนับสนุนค่าโดยสารให้ผู้เดินทางในอนาคต

Moritani Koichiro ร่วมบรรยาย
ขณะนี้คณะกรรมการรฟม. ได้เห็นชอบมาสเตอร์แพลนการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ รอบสถานีรถไฟฟ้า รฟม.แล้ว และเตรียมนำเสนอบอร์ดในเดือนธ.ค.ให้เห็นชอบ สำหรับโครงการนำร่องบริเวณสถานี รฟม.ของรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) บนพื้นที่บริเวณริมถนนพระราม 9 ย่านห้วยขวาง ที่เตรียมพัฒนาเป็นโครงการให้บริการรถไฟฟ้าด้านสาธารณสุข ซึ่งได้ลงนามความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อดำเนินการไปแล้ว ถือเป็นการบูรณาการระบบขนส่งมวลชนเข้ากับบริการทางการแพทย์ (Metro-Medical) บนพื้นที่สถานี รฟม. คาดว่าจะสามารถเริ่มพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวได้ภายในปี 2569

Tokyo Metro Academy
ส่วนการพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรระบบราง นายพัฒนพงษ์ ย้ำว่ารฟม.จะนำต้นแบบของ Tokyo Metro Academy ไปปรับใช้กับไทยด้วยเช่นกันโดยในส่วนของประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมในลักษณะคล้ายๆ กัน ชื่อว่า “ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรระบบราง” เปิดดำเนินการวันที่ 22 มีนาคม 2562 มีการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วย พนักงาน รฟม. และผู้ประกอบวิชาชีพในบริษัทที่ให้บริการด้านระบบขนส่งทางราง ตลอดจนอาจารย์ในสถาบันที่เปิดสอนภาควิชาที่เกี่ยวข้องกับระบบรางผู้ที่กำลังศึกษาระดับอนุปริญญา หรือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับระบบรถไฟฟ้า ฯลฯ

รถอัตโนมัติเคลื่อนที่
ครอบคลุมองค์ความรู้ทั้งด้านการควบคุมรถไฟฟ้า ด้านการควบคุมการเดินรถไฟฟ้า ด้านการซ่อมบำรุง และด้านการจัดการเหตุการณ์ในสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระบบรถไฟฟ้า รวมถึงความรู้พื้นฐานของงานระบบต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน อาทิ ระบบสถานีรถไฟฟ้า ระบบสื่อสาร ระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน เป็นต้น โดยวิทยากรที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ มีทั้งที่เป็นบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของ รฟม. เอง และบางส่วนจากพันธมิตรด้านวิชาการของ รฟม.
โดยศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรระบบราง รฟม. มีเป้าหมายให้ผู้สำเร็จหลักสูตรจากศูนย์ฝึกอบรมฯ ของรฟม. มีความรู้ความสามารถ มีทักษะความชำนาญตามมาตรฐานสากล และสามารถปฏิบัติงานในหน่วยงานผู้ให้บริการในระบบรางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ รฟม.ยังมุ่งมั่นต่อยอดการบริหารจัดการศูนย์ฝึกอบรมฯ สู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรระบบรางที่มีคุณภาพ โดยอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานระบบรางทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อน รฟม. สู่องค์กรชั้นนําในการขับเคลื่อนระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน ยกระดับมาตรฐานระบบรางของประเทศไทยต่อไป

คณะสื่อมวลชนที่ร่วมดูงาน
รฟม.จะสามารถนำบทเรียนจากการดูงานครั้งนี้ไปต่อยอดได้มากเพียงใด ทั้งในมิติการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีให้เกิดความคุ้มค่า และการยกระดับศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับการเติบโตของระบบรางของไทยในอนาคตได้มากน้อยแค่ไหนคงต้องรอพิสูจน์ผลลัพธ์กันต่อไป
มยุรี นวมมี