สศก. ระบุภาคเกษตรไทยเผชิญ 5 ความเสี่ยง สงคราม – ภูมิอากาศ – แรงงานสูงวัย เดินหน้าขับเคลื่อน “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ผ่านกลไก 3 สร้าง ดันจีดีพีปี 69 โต 2-3%
วันที่ 18 ธ.ค.2568 นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยระหว่างประธานเปิดการสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “Agrivolution : พลิกเกมเกษตรทันอนาคต” ว่า ภาคเกษตรไทยยังต้องเผชิญกับ 5 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
ได้แก่ 1.ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต 2.มาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรฐานสินค้ารูปแบบใหม่ 3.สภาพอากาศแปรปรวนและภัยพิบัติทางธรรมชาติ 4. กระแสการเติบโตสีเขียว (Green Growth) และ 5.โครงสร้างประชากรสูงวัยที่ส่งผลต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคเกษตรต้องเร่งปรับตัว
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ จึงได้วางทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรโดยยึดหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ผ่านกลไก “3 สร้าง” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ประกอบด้วย 1. สร้างรายได้ โดยบริหารจัดการผลผลิตให้สมดุลกับความต้องการตลาดและปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง
2.สร้างตลาด ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว และ 3.สร้างโอกาส ด้วยการยกระดับทักษะเกษตรกร (Reskill/Upskill) และ
ส่วนภาวะเศรษฐกิจการเกษตร(จีดีพีภาคเกษตร) ปี 2568 ขยายตัว 3.3% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดย สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัว ขณะที่ สาขาประมง ยังหดตัว โดยสาขาพืช ขยายตัว 4.6% พืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง เพิ่มขึ้นจากน้ำต้นทุนที่เพียงพอ เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทั้งในและนอกเขตชลประทาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลายพื้นที่เกษตรกรสามารถปลูกได้ 2 รอบ
จากสภาพอากาศดีและนโยบายส่งเสริมเครื่องจักรกล สับปะรดปัตตาเวีย เพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสม ยางพารา เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาปีที่ผ่านมาจูงใจ ปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิต ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสมและปริมาณน้ำเพียงพอ เอื้อต่อการออกดอกติดผล
โดยเฉพาะทุเรียนที่มีการขยายพื้นที่ปลูกมาก ส่วนพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี ลดลงจากราคาที่ไม่จูงใจและปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ และ มันสำปะหลัง ลดลงจากปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์ เนื่องจากภัยแล้งในช่วงต้นปี 2567 และบางพื้นที่ยังพบโรคใบด่าง และมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากมันสำปะหลังมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น อ้อยโรงงาน เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศดีและนโยบายส่งเสริมเครื่องจักรกล
สับปะรดปัตตาเวีย เพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและอุณหภูมิปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติเพียงพอ สำหรับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวย
ขณะที่ สาขาประมง ยังหดตัวหดตัว 1.0% โดย กุ้งขาวแวนนาไม ลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้กุ้งเติบโตช้าและบางส่วนเกิดโรค สัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ ลดลงจากอากาศแปรปรวน และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการออกเรือจับสัตว์น้ำลดลง และ ปลานิล/ปลาดุก ลดลงจากราคาอาหารสัตว์น้ำที่สูงและราคาขายไม่จูงใจ
สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 2.6% โดยการจ้างบริการเตรียมดินเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายชนิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สาขาป่าไม้ ขยายตัว 1.3% จาก ไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ และรังนก ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ขณะที่ไม้ยางพารา ลดลงตามเป้าหมายการตัดโค่น และ ครั่ง ลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน
นายพีรพันธ์ กล่าวว่า แนวโน้มจีดีพีภาคเกษตรปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.0 – 3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นโยบายภาครัฐที่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว และความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นความมั่นคงทางอาหาร
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ (วาตภัย ภัยแล้ง อุทกภัย) เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายภาษีของสหรัฐฯ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ