สศก. เผยต้นแบบธุรกิจเกษตรอินทรีย์–ท่องเที่ยวเชิงเกษตร “ไร่เตียวิเศษ” เกาะพะงัน ผลิตตามความต้องการตลาด ใช้ทรัพยากรหมุนเวียนทั้งระบบ ลดต้นทุน 36% ปั้นรายได้ 1.28 ล้าน/ปี
วันที่ 22 ธ.ค.2568 นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้ติดตามและศึกษาต้นแบบความสำเร็จ “ไร่เตียวิเศษ” อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
สะท้อนแนวคิดเศรษฐศาสตร์ธุรกิจเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการปรับฟาร์มไก่ไข่และแปลงผักสู่เกษตรอินทรีย์ ภายใต้แนวคิด Zero Waste และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน โดย ไร่เตียวิเศษได้รับรางวัลมาตรฐานการท่องเที่ยว STG Star ระดับ 4 ดาว ประจำปี 2567 จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
สำหรับไร่เตียวิเศษก่อตั้งขึ้นในปี 2553 บนพื้นที่ครอบครัว 3 ไร่ ดำเนินการโดยนางสาวดวงเด่น เตียวิเศษ พัฒนาเป็นเกษตรผสมผสาน มีไก่ไข่ 500 ตัว แปลงผัก 1 ไร่ และไม้ผลหลากชนิด ปรับเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2554 และได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในปี 2560 พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ของชุมชน
นายพีรพันธ์กล่าวว่า โมเดลไร่เตียวิเศษเป็นตัวอย่างของการทำเกษตรที่ยึดความต้องการของตลาดเป็นหลัก (Demand-led) แบ่งกลุ่มเป้าหมายชัดเจน 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารคุณภาพสูง มีที่มาและเรื่องราว ซึ่งฟาร์มสร้างจุดขาย “ไข่ไก่อารมณ์ดี” จากการเลี้ยงแบบธรรมชาติ และกลุ่มที่ให้คุณค่ากับประสบการณ์การเรียนรู้ โดยต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเวิร์กช็อป มีผู้เข้าชมกว่า 500 คนต่อปี
ด้านการบริหารจัดการ ไร่เตียวิเศษใช้แนวคิดความคุ้มค่าจากความหลากหลาย (Economies of Scope) ผสานกิจกรรมไก่ไข่ ผัก ปลา ไม้ผล และการท่องเที่ยว ให้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งน้ำ ปุ๋ย วัตถุดิบ พลังงาน และแรงงานในครัวเรือน ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการขยายขนาดการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ เหมาะกับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยว
ในด้านการยกระดับผลิตภาพและลดต้นทุน ฟาร์มใช้วัตถุดิบอาหารไก่จากภายในฟาร์มถึงร้อยละ 80 ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำจากบ่อปลา แผงโซลาร์เซลล์ และการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ซ้ำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมลดจาก 720,000 บาท เหลือ 462,200 บาท ลดลงร้อยละ 36 ในปี 2568
ด้านผลตอบแทน ฟาร์มผลิตไข่เฉลี่ยปีละ 73,000 ฟอง จำหน่ายฟองละ 10 บาท สร้างรายได้ 730,000 บาทต่อปี และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เวิร์กช็อป รวมถึงผัก ปลา และกล้าพันธุ์พืช รวมกว่า 500,000 บาท ทำให้มีรายได้รวม 1.28 ล้านบาทต่อปี และมีกำไรสุทธิราว 560,000 บาทต่อปี
นายพีรพันธ์กล่าวว่า การมีรายได้จากหลายช่องทางช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลผลิตชนิดเดียว เสริมสภาพคล่องและความมั่นคงทางการเงิน ขณะที่การใช้หลัก Zero Waste และการมีมาตรฐานรับรอง เช่น เกษตรอินทรีย์และมาตรฐานท่องเที่ยวยั่งยืน ช่วยลดต้นทุนจริง เพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภค และสอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ในระดับพื้นที่
ทั้งนี้ สศก. เตรียมนำโมเดล “ไร่เตียวิเศษ” เป็นแนวทางขยายผลสู่พื้นที่อื่น เพื่อยกระดับเกษตรอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเสริมความมั่นคงทางอาหารของชุมชนอย่างยั่งยืน