JSP คว้าอนุสิทธิบัตร “สูตรน้ำมันงาดำและน้ำมันรำข้าวที่ผสมกันด้วยอัตราที่เหมาะสม” หลังทำยอดขายพุ่ง แนะผู้ประกอบการจดสิทธิบัตรสมุนไพรไทย สร้างความเชื่อมั่น
นายพิษณุ แดงประเสริฐ รองประธานกรรมการบริหารสายงานขายและการตลาด บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทสามารถทำยอดขายเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมันงาดำรำข้าวแบรนด์ “สุภาพโอสถ” หรือที่รู้จักกันในชื่อที่ติดตลาด “น้ำมันแม่อี๊ดดวงใจมียอดขายเป็นอันดับ 1 ของบริษัทเมื่อเทียบจากเป้าหมายยอดขายรวมที่ตั้งไว้ 1,000 ล้านบาท
ล่าสุด JSP ได้จดอนุสิทธิบัตร “สูตรของน้ำมันงาดำและน้ำมันรำข้าวที่ผสมกันด้วยอัตราที่เหมาะสม” ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้ระยะเวลาในการทำวิจัย 1 ปี โดยเป็นสูตรน้ำมันงาดำและรำข้าวที่รับมาจากเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชุน เหมาะสมสําหรับช่วยดูแลสุขภาพกับผู้บริโภค โดยนําไปทดสอบผลในห้องปฏิบัติการแล้วพบว่าช่วยลดการอักเสบของข้อและรูมาตอยด์ ในเซลล์กระดูกอ่อนที่ถูกกระตุ้นด้วยทีเอ็นเอฟ-แอลฟา (Tumor necrosis factoralpha) และช่วยลดความดันในเส้นเลือด (ทดสอบการยับยั้งของเอนไซม์เอซีอี 50%)
โดยบริษัทมีนโยบายในการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนในการเป็นแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงส่งเสริมให้วิสาหกิจมาใช้บริการห้องแล็ปของบริษัทในการทดลองและทำการวิจัย เนื่องจากปัจจุบันพบว่าในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 คนไทยยื่นจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านพืชสมุนไพรจำนวนมากแต่จดได้จริง 16 ฉบับ มีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ยังคงเน้นไปที่อาหารและเครื่องดื่ม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก (Future Food)
อย่างไรก็ดี จำนวนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรที่จดได้ยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับต่างชาติที่จดได้ 296 ฉบับ ซึ่งการจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรนี้ สะท้อนถึงความพยายามในการนำพืชสมุนไพรมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี และสร้างแรงบันดาลใจให้คิดค้นสิ่งใหม่ๆ เช่น ยารักษาโรค
นอกจากนี้ การจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่า สินค้าที่ได้รับไปนั้นมาจากงานวิจัยอย่างเข้มข้น และได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ซึ่งก็จะสร้างผลตอบแทนให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้น และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
“การจดสิทธิบัตรของ “สูตรของน้ำมันงาดำและน้ำมันรำข้าวที่ผสมกันด้วยอัตราที่เหมาะสม” ก็จะสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันงาดำของเราได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้นมียอดขายที่ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะด้านยอดขายแต่ช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรมากขึ้น โดยเฉพาะการจดอนุสิทธิบัตรที่ทำได้ง่ายกว่าแต่สามารถคุ้มครองการประดิษฐ์ที่ใหม่และใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมได้”