พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อ ปี 68 วูบ 0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ5ปี สั่งจับตา6ปัจจัยเสี่ยงทำเงินฝืด
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(เงินเฟ้อ) ธ.ค.2568ว่า มีอัตราลดลง 0.28% เป็นผลจากราคาสินค้าหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.43% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ กลุ่มพลังงาน เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน รวมถึงของใช้ส่วนบุคคล ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 1.53% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ผักสด อาหารสำเร็จรูป และกับข้าวสำเร็จรูป
เงินเฟ้อธ.ค. 2568 ยังคงติดลบ 0.28% แต่ติดลบในอัตราที่ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ลดลง 0.49% สาเหตุที่ติดลบ เพราะการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล
ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.59% ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ที่สูงขึ้น 0.66 %
“อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2568ว่า มีอัตราลดลง 0.14% เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5ปี นับจากปี 2564 ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะตัวเลขติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และแม้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายังมีกำลังซื้อในตลาด ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นคนละครึ่ง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เร่งเบิกจ่ายลงทุน เพื่อไม่ให้เงินเฟ้อลดต่ำลง”
นายนันทพงษ์ กล่าวถึงเงินเฟ้อปี2569ว่าคาดว่าจะอยู่ระหว่าง 0.0 – 1.0% โดยมีค่ากลางที่ 0.5% ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 ที่ติดลบ 0.14 % โดยไตรมาสที่1 คาดว่าจะหดตัว 0.25 % ไตรมาส2 ขยายตัว0.46 % ไตรมาส3 ขยายตัว 0.99% และไตรมาส 4ขยายตัว1.23 %
“เงินเฟ้อปีนี้ปรับตัวดีขึ้นเป็นบวก เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น ,การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายหลังการเลือกตั้ง รวมทั้ง และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ส่วนกิจกรรมการหาเสียงเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 9,207 ล้านบาท คงไม่ได้ช่วยกระตุกให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น“
อย่างไรก็ตาม ยังมี6ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มหดตัว ซึ่งต้องจับตาใกล้ชิดได้แก่ 1.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ คาดเฉลี่ย 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปีนับจากปี 2564 2.เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ 1.7 % ซึ่งต่ำสุดรอบ 5 ปีนับจากปี 2565
3. ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ถือว่าผิดปกติและแข็งค่าเร็วกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค 4. เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำ โดยไอเอ็มเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.1% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปีนับจากวิกฤตโควิด19 ในปี 2564
5. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มีความหลากหลายทั้งเชิงพื้นที่และหลายมิติ โดย 2ขั้วมหาอำนาจสำคัฐของโลกมีประเด็นสำคัญต่างๆ ที่จะต้องติดตามใกล้ชิด และ 6. ความไม่แน่นอนของภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง