กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดผลงานปี 2568 ปราบ “นอมินีบัญชีม้า” ตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยงใน 6 ธุรกิจเป้าหมาย ไปแล้วกว่า 46,918 ราย ส่งข้อมูลให้หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินคดี ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และเร่งรัดภาษี พร้อมประกาศแผนปี 2569 พุ่งเป้าสอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีกว่า 21,000 ราย
วันที่ 20 ม.ค. 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปราบปรามนอมินีบัญชีม้า ปี 2568 และแผนการดำเนินงานปี 2569 ว่า ในปี 2568 ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตร 17 หน่วยงานตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่ม เป้าหมายกว่า 46,918 ราย ได้แก่
1) ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง
2) ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
3) e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า
4) โรงแรมและรีสอร์ท
5) เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ
6) ก่อสร้างทั่วไป
รวมทั้งลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และภูเก็ตด้วย ซึ่งพบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย
ประกอบด้วยธุรกิจเหล็ก จ.สมุทรปราการ 2 ราย สำนักงานบัญชี เกาะพงัน 2 ราย สำนักงานบัญชี/ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ชลบุรี 1ราย และธุรกิจขนส่ง ในกทม และปริมณฑล 6 ราย พร้อมส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินรวม 357 ราย และส่งให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย
สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 มีแผนที่จะเร่งตรวจสอบบัญชีธุรกิจวิเคราะห์ธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินี 2,542 ราย ตรวจสอบบัญชีนิติบุคคล HR03 ทั่วประเทศ จำนวน 2,012 ราย ตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมายจำนวน 21,459ราย โดยจะตรวจสอบใน 4 ประเด็น คือการลงทุนทางตรง การพัฒนาอสังหาริมทรัยพ์ การครอบครองเพื่อการเกษตร และการครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย
“เราจะนำระบบเทคโนโลยีมาตรวจสอบ วิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล พุ่งเป้าไปที่การถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี 21,459 ราย และตรวจสอบบัญชี- งบการเงิน และกลุ่มเสี่ยงนอมินีและกลุ่มบุคคลในบัญชีม้า HR03 จำนวน 4,554 ราย รวมถึงสำนักงานรับทำบัญชีและให้คำปรึกษาธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อระบุพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายนอมินีบัญชีม้า”
นายพูนพงษ์ กล่าวและว่า กรมฯ จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการเข้ม 4 คำสั่ง 2 ประกาศ ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน เชื่อมโยงข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และบุคคลเสี่ยงสูง เพื่อสร้างระบบธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา