กอบศักดิ์ ชี้สงครามการค้าเดือด ภาษีทรัมป์เขย่าตลาดการเงิน ‘เลิกใช้เงินดอลลาร์’ ผลักเงินทุนต่างชาติทะลักเข้าไทย ฟันธงปีนี้พุ่งเป็น 2.5 ล้านล้านบาท

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดสัมมนา “ประเทศไทยกับ Reciprocal Tariff เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้?” ที่จัดขึ้นโดยกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ต่อให้ศาลสูงสหรัฐจะตัดสินให้ภาษี Reciprocal Tariff เป็นโมฆะประธานาธิปดี โดนัล ทรัมป์ ก็จะออกมาตรการภาษีอย่างอื่นมาใช้ วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม ประเทศไทยกำหนดทิศทางไม่ได้ เพราะเรากำลังเจอกับ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว

ดังนั้น ไทยต้องวางสถานะตัวเองให้ถูกต้อง เร่งหาพันธมิตรอื่นๆเพิ่มเติม ซึ่งการเจรจาการค้าอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องเจรจาเพื่อให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการซื้อการขายที่ต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน ทำให้ไทย เป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ประเทศต่างๆ ขาดไม่ได้ และที่สำคัญการค้าขายต้องใช้เรื่องของความวามเชื่อมั่นและความไว้วางใจ เปรียบเสมือการหันมาใช้สุกลเงินแห่งความน่าเชื่อถือ หรือ trust currency แทน หากทำได้เชื่อว่าไทยจะก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า แรงสั่นสะเทือนจากภาษีและมาตรการของสหรัฐคงไม่จบแค่นี้ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบทำให้เกิดสงครามใน 5มิติ คือ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี สงครามการเงิน สงครามภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามทางการทหาร

โดยแบ่งผลกระทบเป็น 4 ระรอก คือ ตลาดทุน, ภาคการผลิตและส่งออก, การย้ายฐานการผลิต และการเลิกใช้เงินดอลลาร์ หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐของประเทศต่างๆ

หากดูด้านตลาดทุนถือว่าไทยได้รับผลดี เพราะหลังจากมีเทรดวอร์จากทรัมป์มาจนถึงวันนี้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไป 15% ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุนไทยต่อเนื่อง ล่าสุดดันดัชนีล่าสุดขึ้นไปแตะที่ 1300 จุดแล้ว

แต่ภาคการผลิตและส่งออกในปีนี้ ยอมรับว่าได้รับผลกระทบ อาจจะไม่เติบโต ซึ่งทางแก้คือต้องเร่งลดการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐให้เหลือ 10-15% จากปัจจุบันครองส่วนแบ่ง 20% และเน้นส่งออกไปตลาดใหม่ที่ขยายตัวดี เช่น จีน อินเดีย อาเซียน ยุโรปแทน เพื่อลดความเสี่ยง

ปัญหาดังกล่าวก็ยังมีข่าวดีสำหรับไทย คือ พบว่ามีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยจำนวนมาก สะท้อนจากตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุน ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปี 2568 ที่มีมูลค่าเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากปกติถึง 4 เท่า

“เชื่อว่าหากความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้นการย้ายฐานการผลิตเข้าไทย โดยเฉพาะบริษัทจากจีนซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับสหรัฐก็จะเพิ่มขึ้น จนทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทยอาจปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.5 ล้านล้านบาทได้อย่างแน่นอนภายในปีนี้ และอาจจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องต่อไปอีก 2-3ปี”

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า สงครามการค้าจะอยู่กับเราอย่างน้อย 3 ปี ดังนั้นไทยจะต้องสร้างฐานการผลิตสินค้าใหม่ ด้านเทคโนโลยี อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ดาตาเซ็ยเตอร์ AI พลังงานสะอาด เพื่อเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนใหม่ๆ หากไม่ปรับเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำชะลอลงเรื่อยๆ แต่หากเปลี่ยนฐานการผลิตใหม่ได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาโตได้ 4% ภายใน 2-3 ปี

สำหรับปัญหาเงินบาทแข็งค่าว่ายอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปควบคุมดูแล เพราะส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทางออกที่ดีคือการหันกลับมาส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นแทน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน