กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ลุยสำรวจแหล่งอันดามัน เร่งดึงทุนใหญ่ พร้อมเดินหน้า CCS ชูธงเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินโครงการด้านการบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศในปี 2569 จะเน้นยุทธศาสตร์ในการสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงาน เพื่อเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด พร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงทุน มุ่งสู่การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงาน สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

โดยการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 จะต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ประกอบด้วย การต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B8/38 (แหล่งบัวหลวง) และแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B12/27 (แหล่งไพลิน) ซึ่งเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศทั้งในด้านการสร้างรายได้ให้แก่รัฐ เกิดความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม

การเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะเร่งรัดการจัดหาพลังงาน โดยการส่งเสริมและเร่งรัดการสำรวจและพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติในประเทศ ทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายหลังการออกประกาศเชิญชวนการเปิดให้ยื่นขอสิทธิกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ไปแล้ว มีผู้มายื่นขอสิทธิจำนวน 5 ราย 8 คำขอ

คาดว่าสามารถเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง หากพัฒนาได้เชิงพาณิชย์จะมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคาดว่าจะสามารถให้สัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569”

ในส่วนของแผนการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) คาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงนับว่ามีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน

คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300-1,200 ล้านบาท มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

นอกจากนี้ กรมได้ศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รมว.พลังงาน และครม.ต่อไป

สำหรับการดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) มีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571-2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ

คาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธ.ค.2568 ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 ประกอบด้วย 1.โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2

โดยกรมร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) ศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บ CO2 ซึ่งภายหลังจาก ครม.เห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2569 แล้วนั้น ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ คาดว่าจะสามารถสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569

2.โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับ CO2 ได้ในปี 2571

การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. …. เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวม เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

“กรมมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และในปี 2569 กรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิดความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

ทั้งนี้ ภายใต้ภารกิจหลัก 3 มิติ คือ การรักษาฐานเดิม ด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ๆ เร่งกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน

พร้อมกันนี้ จะปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมิติก้าวสู่พลังงานสะอาด ยกระดับการบริหารจัดการสู่ยุคคาร์บอนต่ำด้วยโครงการนำร่องเทคโนโลยี CCS เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน