เอกนิติ ตั้งเป้าดันจีดีพีปี ’69 โต 3% พลัส เดินหน้าเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐ-เร่งยอด BOI
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะขยายตัวได้มากกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดไว้ที่ 1.8% จากเดิมที่เคยคาดไว้เพียง 0.3% สำหรับทั้งปี 2568 คาดว่าสามารถขยายตัวได้มากกว่าประมาณ 2.2%
โดยส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาทั้งโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”,โครงการเที่ยวดีมีคืน ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมถึงการขอความร่วมมือให้หน่วยงานราชการที่มักจัดสัมมนาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ
ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการต้องรอการแถลงจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันจันทร์ที่ 16 ม.ค. นี้
ด้านแนวโน้มจีดีพีปี 2569 นายเอกนิติ กล่าวว่า เป้าหมายการเติบโตอาจอยู่ในระดับ 3% พลัส แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัด เนื่องจากรัฐบาลอยู่ในช่วงรอรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สามารถดำเนินการต่อได้ คือการขับเคลื่อนโครงการที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วก่อนการยุบสภา ซึ่งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ในช่วงรอยต่อของรัฐบาลซึ่งยังไม่สามารถออกนโยบายใหม่ได้ รัฐบาลจะมุ่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการผลักดันการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีโครงการที่พร้อมลงทุนในประเทศไทยจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาทและมีการประเมินว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 9% ซึ่งถือว่าเยอะมาก เหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อได้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกหนี้และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และโครงการ “SME Credit Boost” ซึ่งเป็นมาตรการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยได้แจ้งไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อขอให้เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
“ได้หารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับโครงการ SME Credit Boost ซึ่งใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและพยุงการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้”
นอกจากนี้ ยังมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนผ่านบีโอไอ รวมถึงงบลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ในระดับหนึ่ง โดยรัฐบาลพยายามผลักดันให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” ครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
สำหรับด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้มีการหารือถึงโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับการมีงานทำ และอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะสามารถเปิดตัวควบคู่ไปกับโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่
ทั้งนี้ โครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วและสามารถดำเนินการได้ทันที จะเดินหน้าต่ออย่างแน่นอน และเป็นเรื่องที่หลายคนตอบรับดีมาก ซึ่งรอบนี้จะมีการสื่อสารให้ชัดเจน เข้าใจ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยตลาดทุน มีเงินออม และทำให้ตลาดมีความคึกคักมากขึ้น
สำหรับงบประมาณปี 2570 มีการหารือกับสำนักงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จะช่วยลดความล่าช้า ซึ่งได้เตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่ก่อนยุบสภา และยืนยันจะพยายามไม่ให้งบประมาณสะดุด
ขณะเดียวกัน ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด โดย ธปท. พร้อมให้ความร่วมมือในการพยุงเศรษฐกิจไทย ส่วนเงินบาทที่แข็งค่า ต้องติดตามปัจจัยที่แท้จริง หากเป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจก็ต้องเฝ้าระวัง และกำชับให้ตรวจสอบว่าเกิดจากการสาเหตุอะไร